วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2551
สิ่งที่ต้องเตรียมในวันศึกษาดูงาน
วันนี้(๗/มี.ค./๒๕๕๑ )ไปเซอร์เวย์เส้นทางศึกษาดูงานที่อำเภอชะอวดในวันที่ ๘-๙ มีนาคม ๒๕๕๑ มีเรื่องแจ้งด่วนโดยเฉพาะนักศึกษาผู้หญิงต้องเตรียม แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ ขันนำ ผ้าถุง(๒ ผืน) ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ เพราะพวกเราจะต้องอาบนำดูแสงจันทร์ และนอนรวมกันในห้องทั้งหมดหรือเต็นท์(โปโมชั่นให้เลือก)ที่ห้วยนำใส ธรรมชาติสวยมากๆสวิสเมืองไทย ; และในวันอาทิตย์ควรจะแต่งกายให้เหมาะกับการเดินป่า ปีนเขา ลอดถำ โดยเฉพาะรองเท้าควรจะเป็นผ้าใบ(สูงสูงห้ามเด็ดขาด) นะจ๊ะ นะจ๊ะ
วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2551
เรื่องวิจัยของนักศึกษาสุมณฑินี สมัครพงศ์
การปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน : กรณีศึกษา โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-7 ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวในอัตราสูงแต่การเติบโตดังกล่าวต้องแลกด้วยทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงแรงงานราคาถูกที่ใช้เป็นฐานในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ และเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วสังคมเกิดความเหลื่อมล้ำของรายได้คุณธรรมจริยธรรมอันเป็นรากแก้วของสังคมเริ่มหายไปทุกคนมุ่งหาเงินเป็นหลัก อีกทั้งยังต้องพึ่งทุนทางเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ในขณะที่มีข้อจำกัดในด้านการพัฒนาศักยภาพของคน และการเสริมสร้างฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ถึงแม้ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากคำว่ากลุ่มประเทศยากจน แต่การเติบโตดังกล่าวยังอยู่บนพื้นฐานความไม่สมดุลของการพัฒนา กล่าวคือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้และผลประโยชน์จากการพัฒนาระหว่างภาคระหว่างชนบทกับเมืองและระหว่างกลุ่มคนในสังคมยังเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยใช้ภาคเกษตรกรรมเป็นฐานของความเจริญ ดังจะพบว่าลักษณะสำคัญของแผนพัฒนาประเทศ นโยบาย กฎหมาย ฯลฯ ที่ผ่านมาก็คือ การเป็นเครื่องมือถ่ายโอนทรัพยากรและมูลค่าส่วนเกินจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม เมื่อมองที่มาของการจัดทำแผนฯ ตั่งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 – 3 เจ้าหน้าที่ของสภาพัฒน์เป็นผู้เขียน ถัดมาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 – 7 เจ้าหน้าที่ของทุกระทรวงเป็นผู้เขียน แล้วนำไปให้ประชาชนปฏิบัติ สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 เป็นต้นไปประชาชนมีส่วนร่วมในการเขียนแผน โดยในแผนฯ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540 – 2544 ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจมุ่งสู่พัฒนาคน“คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” เพราะคนเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของการพัฒนาในทุกเรื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของคน เพื่อให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วม และรับผลประโยชน์จากการพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ ทุกกระทรวงได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการพัฒนาเดียวกันคือการเพิ่มศักยภาพของคนและการพัฒนาสังคมให้มีส่วนในการส่งเสริม และสนับสนุนต่อการพัฒนาคน โดยในวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาฯ “เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมให้มีความมั่นคงและเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน ให้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคน รวมทั้งให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศมากยิ่งขึ้น” จากที่ต้องปรับตัวให้เหมาะสม สอดคล้อง กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและสิ่งแวดล้อมทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ในแต่ละช่วงเวลามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลการพัฒนาทั้งที่ประสบความสำเร็จและทั้งที่ต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคจนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น ในแผนฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งเป็นแผนฯ ที่ได้อัญเชิญแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศ แต่ในภาคปฏิบัติการบริหารภาครัฐกลับเน้นความเติบโตด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
ในร่างแผนฯ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550 – 2554 ที่กำลังจะมาถึงในเวลาอันใกล้นี้ ยังคงยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งพัฒนาสู่ สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน (Green Society) โดยคำนึงถึงการดำเนินการในทางสายกลาง ที่อยู่บนพื้นฐานความพอดี เน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก และความพอประมาณอย่างมีเหตุผล เป็นการใช้ชีวิต การผลิตและการบริโภคอยู่บนความพอประมาณ และการเสริมสร้างคุณภาพคนให้เป็นคนดีมีคุณธรรมและมีความซื่อสัตย์สุจริต ชาวบ้านในท้องถิ่นชนบทประมาณร้อยละ 60 ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่เกษตรกรประมาณร้อยละ 41 ของเกษตรกรทั้งประเทศที่ทำการเกษตรบนที่ดินของตนเอง ผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลผลิตที่สร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศเป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มที่จะ เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ทว่าเกษตรกรไทยกลับมีรายได้ลดลง ชาวบ้านในชนบทที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมจึงต้องประสบกับปัญหาความยากจน ทั้งๆที่ในท้องถิ่นชนบทมีภูมิปัญญาและทรัพยากรที่มีค่าอยู่มากมาย (ศิวฤทธิ์พงศกร-รังศิลป์.2544 : 7) ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 โดยเริ่มจากภาวะวิกฤตสถาบันทางการเงิน และลุกลามไปยังธุรกิจเกือบทุกสาขา ทั้งธุรกิจที่มีกิจการขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ก่อให้เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน ผลที่เกิดจากเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้อำนาจการซื้อขาย การบริโภคของประชาชนลดน้อยลง ธุรกิจเกิดการชะลอตัว หรือลดการผลิต มีการเลิกจ้างงาน เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการว่างงาน เป็นต้น ความสูญเสียทางเศรษฐกิจดังกล่าว ส่งผลกระทบลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคมที่ต้องเร่งรัดดำเนินการแก้ไขให้ความช่วยเหลือ โดยความร่วมมือ จากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ในการที่จะกระตุ้น สนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพัฒนาอาชีพเข้าสู่ธุรกิจขนาดย่อม พึ่งตนเองได้โดยใช้ภูมิปัญญา ซึ่งเป็นพื้นฐานของครอบครัว ชุมชน อย่างเชื่อมั่น และยั่งยืน (กรมการศึกษานอกโรงเรียน. 2545 : 23)
จากสภาพสังคมในปัจจุบัน ที่โลกต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ มากมายในเกือบทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่แปรผันไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก (บูรชัย ศิริมหาสาคร 2540 : 11-12) วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เกิดขึ้น แม้ภาครัฐบาลและภาคเอกชนจะได้ดำเนินความพยายามร่วมกันในการเร่งกอบกู้ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้สำเร็จ ส่งผลกระทบไปสู่ประชาชนทุกระดับทั่วประเทศ ความร่วมมือที่จะบังเกิดผลโดยทันที คือ การประหยัดค่าใช้จ่ายในระดับครอบครัว ทำให้ยืนหยัดอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยังเหลืออยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นอย่างพอเพียง ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของวิสัยทัศน์ใหม่ คือ วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบใหม่ จัดระบบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง "คน ทรัพยากร และความรู้" อันเป็นสามปัจจัยหลัก ก่อให้เกิดการเรียนรู้ การจัดการ และการพัฒนาที่เกิดจาก "ภายใน" ชุมชนท้องถิ่น และ "ทุน" ที่แท้จริงของตนเอง ทุนที่เป็นทรัพยากร ผลผลิต โภคทรัพย์ ความรู้ ภูมิปัญญา ระบบคุณค่า วัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งทุนทางสังคม เพื่อให้ชุมชนและท้องถิ่นต่างๆ พึ่งพาตนเองได้ ทั้งนี้เพื่อสร้างกลไกที่เป็นทางเลือกใหม่ให้ชุมชนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองในการจัดการตนเอง และทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวจะทำให้ชุมชนค่อยๆ ได้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา ความเชื่อมั่นซึ่งเคยมีในอดีตแต่ได้หายไปพร้อมกับความล้มเหลวของการพัฒนาในระยะ 40 ปีที่ผ่านมา เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและผลผลิตในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาและปรับปรุงการจัดการการผลิต การแปรรูป และการตลาดภายในชุมชนและท้องถิ่น มีรากฐานที่มั่นคง ซึ่งมนุษย์จำเป็นต้องบริโภคปัจจัยสี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร จึงควรผลิตเพื่อการบริโภคเองให้ได้มากที่สุด เพื่อการพึ่งพาตนเอง แนวทางหนึ่งในการพึ่งพาตนเองและลดรายจ่ายคือ การปลูกพืชสวนครัวไว้กินเอง ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้มาก
ผักที่ประกอบในอาหารแต่ละชนิด ทำหน้าที่สองอย่าง คือ เพิ่มคุณค่าทางอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากผักอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์มากน้อยแล้วแต่อาหารแต่ละชนิดของผัก หน้าที่ของผักอีกอย่างคือ เป็นเครื่องชูรสอาหาร เนื่องจากผักมีสีสันต่าง ๆ หลากหลาย รวมทั้งรสและกลิ่นของผักต่าง ๆ ก็มีส่วนในการเพิ่มรสชาติให้น่ารับประทานมากขึ้นด้วย
การปลูกผักไว้รับประทานนับเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้บริโภคผักที่ปลอดสารพิษ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีโอกาสที่จะได้รับประทานรสชาติผักที่ใหม่และสด รวมทั้งยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายประจำวัน สอดคล้องกับชีวิตประจำวันในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังให้ความเพลิดเพลินใจ มีส่วนให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันในการช่วยปลูก และช่วยกันดูแลผักสวนครัวที่สมาชิกภายในครอบครัวช่วยกันสร้างขึ้นมา นับเป็นการปลูกจิตสำนึกต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่ง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องและตกต่ำ ประชาชนมีรายจ่ายสูงในการซื้อหาวัตถุดิบ เพื่อการประกอบอาหาร รวมถึงสถานการณ์ตื่นตัวในด้านสุขภาพอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารอาหารจากพืชผักสวนครัว ดังนั้น ถ้าหากได้ให้ความสนใจทางเลือกใหม่ คือ เพาะปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคเองในครัวเรือน ซึ่งเป็นพรรณผักพื้นบ้านหรือพรรณไม้ในท้องถิ่นที่นิยมนำมาบริโภคเป็นผักตามวัฒนธรรมการบริโภคแต่ละท้องถิ่น โดยได้มาจากการปลูกไว้บริเวณบ้าน เพื่อสะดวกในการเก็บบริโภค นอกจากบริโภคแล้ว ยังถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรค และบางประเภทมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วย ซึ่งจะเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในการลดรายจ่ายประจำวันลงได้
จากการศึกษาสภาพทางเศรษฐกิจและการดำรงชีพในชุมชน ในเขตพื้นที่ที่นักเรียนอาศัยอยู่ ซึ่งได้แก่ตำบลทางพูน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะพื้นที่แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่ 1 คือพื้นที่หมู่ที่ 1 ,2 และ 6 เป็นส่วนที่เป็นสันเนินทราย เป็นพื้นที่อาศัยของชุมชน ส่วนทางทิศตะวันตกเป็นของตำบล เป็นท้องที่พรุ เป็นทุ่งนา หมู่ที่ 3และหมู่ที่ 5 เป็นพื้นที่พรุ ที่เปลี่ยนสภาพเป็นป่าพรุ เป็นทุ่งนา สภาพดินเป็นดินเปรี้ยว ทำการเพาะปลูกได้ผลไม่มากนัก หมู่ที่ 4 เป็นพื้นที่ทั้งเนินทราย ทุ่งนา และทุ่งที่เป็นพรุ พื้นที่ส่วนนี้ชุมชนอาศัยหนาแน่นพอสมควร อันเนื่องด้วยสภาพพื้นที่เหมาะในการเกษตรทั้งไม้ผล พืชไร่ และนาข้าว ส่วนอาชีพและที่ดินทำกินส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ รับจ้างทั่วไป ค้าขาย และรับราชการ ฐานะทางเศรษฐกิจของชุมชนในตำบลทางพูนแบ่งได้เป็นสองช่วง คือ สมัยเดิม ชุมชนมีฐานะปานกลาง อันเนื่องด้วยทรัพยากรมรมาก ชุมชนมีกินมีใช้สมบูรณ์ ปัจจุบันชุมชนหนาแน่นขึ้น ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง รายได้ของชุมชนลดลงต้อง บางคนต้องเลิกอาชีพเดิม หันไปหางานในต่างถิ่นมากขึ้น อาชีพหลักในชุมชน เดิมมีการทำนาข้าวที่เรียกว่านาปี ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน เป็นอาชีพหลักที่สามารถดำรงชีวิตได้ดี ปัจจุบันการทำนาลดลงเช่นกัน ชุมชนขายที่ทำกินให้นายทุนในราคาต่ำ ไปหลายพันไร่ หันไปรับจ้างทั่วไปและย้ายถิ่นทำมาหากิน ในท้องถิ่นอื่น ชุมชนมีหนี้สินเช่นหมู่ที่ 2 มีหนี้สินรวม 2,520,100 บาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 5,000 บาท (องค์การบริหารส่วนตำบลทางพูน.2549 : 5-7) และจากการที่โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราชโดยครูที่ปรึกษา ได้จัดโครงการออกเยี่ยมบ้านนักเรียนในกลุ่มที่รับผิดชอบ เพื่อศึกษาด้านสภาพความเป็นอยู่ในครอบครัวนักเรียนที่ส่งผลต่อการศึกษา เช่น ความเป็นอยู่ สภาพทางอาชีพ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม จากการสังเกตและสัมภาษณ์ผู้ปกครองพบว่าลักษณะชุมชนตำบลทางพูนเป็นชุมชนที่มีประชากรอาศัยไม่หนาแน่น มีพื้นที่ในบริเวณบ้านกว้างขวางประมาณ ½ - 2 ไร่ มีพื้นที่ว่างเปล่าอยู่มาก สภาพดินสามารถปลูกผักสวนครัวได้ทุกครัวเรือน และจะมีน้ำท่วมขังในช่วงหน้าฝน บางครอบครัวรายได้ไม่ค่อยพอกับรายจ่าย ต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นในตัวเมือง เพื่อให้ได้มีรายได้เพิ่มขึ้น บางครอบครัวพอกินพอจ่ายไม่เดือดร้อนมากนัก (นางปรานี นุ่นเกิด ผู้ปกครองนักเรียนชั้นม. 1/4 ) ทุกครัวเรือนจะนิยมปรุงอาหารรับประทานกันเองภายในครัวเรือน พืชผักสวนครัวที่บริโภคส่วนใหญ่จะซื้อทุกอย่างที่บริโภค โดยเฉพาะพืชผักสวนครัวมีการบริโภคเฉลี่ยครัวเรือนละ 10 – 30 บาทต่อวันต่อครัวเรือน(ผู้ปกครองนักเรียนชั้นม.1/4, สัมภาษณ์. 2550 ) และจากการสอบถามพบว่าผู้ปกครองต้องการปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคเองและอยากให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปลูกพืชผักสวนครัวด้วย เพื่อให้นักเรียนเหล่านั้นได้มีความรับผิดชอบ มีใจรักการทำงาน และรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และจะได้เกิดความเคยชินปลูกผักไว้กินเองต่อไปเมื่อโตขึ้นและเป็นการช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ แต่ยังขาดองค์ความรู้ในการปลูกพืชผักสวนครัว และผู้ปกครองและนักเรียนมีความเห็นตรงกันว่าการปลูกพืชผักสวนครัวสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาว่าทำอย่างไรให้นักเรียนและผู้ปกครองมีการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนและพืชผักสวนครัวจะลดรายจ่ายในครัวเรือนได้อย่างไรบ้าง
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาการสร้างองค์ความรู้การปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนของผู้ปกครองและนักเรียน ชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช
2. เพื่อศึกษาการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนของผู้ปกครองและนักเรียน ชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช
3. เพื่อศึกษาผลที่ได้จากการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนของผู้ปกครองและนักเรียน ชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ประโยชน์ของการวิจัย
1. ผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีองค์ความรู้เรื่องการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน
2. ผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน
3. ผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร ได้สรุปผลที่ได้จากการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
การวิจัยเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน : กรณีศึกษา ผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้วิจัยได้กำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้
1 ประชากร
1.1 หน่วยประชากร
หน่วยประชากรในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ผู้ปกครองและนักเรียน ชั้น ม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 14 ครัวเรือน
1.2 หน่วยการวิเคราะห์
หน่วยการวิเคราะห์ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ผู้ปกครองและนักเรียน ชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 14 ครัวเรือน
2. การเลือกกลุ่มตัวอย่าง
2.1 กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 50 % ของห้องม.1/4 เท่ากับจำนวน 14 ครัวเรือน
2.2 แผนการสุ่มตัวอย่าง
ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(purposive Sampling) (บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 41 ) เนื่องจากผู้วิจัยเป็นคุณครูที่ปรึกษาและครูผู้สอนของนักเรียนชั้นดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการดำเนินการวิจัย อาศัยความความสัมพันธ์ใกล้ชิด ความสนิทสนมคุ้นเคย และความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล ติดตามและสรุปผลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจัยเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน : กรณีศึกษา ผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้วิจัยใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลตามวัตถุประสงค์และขอบเขตของการศึกษา ซึ่งได้แก่
1. แบบสังเกต เป็นแบบสังเกตทั่วไปของสภาพชุมชน และแบบสังเกตพฤติกรรมของผู้ให้ข้อมูลจำนวน 15 ชุด
2. แบบสัมภาษณ์ ใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลความต้องการการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน ของผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 14 ชุด
3. แบบการจัดเวทีเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) โดยใช้เทคนิค A I C จัดเวทีเชิงปฏิบัติการผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 14 ครัวเรือน
4. แบบบันทึกติดตามผลการจัดกิจกรรมการปลูกพืชผักสวนครัวของนักเรียนและผู้ปกครองชั้นม.1/4 จำนวน 14 ชุด
5. แบบสรุปผลการปลูกพืชผักสวนครัวของนักเรียนและผู้ปกครอง จำนวน 14 ชุด
วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
ข้อมูลที่ใช้ประกอบการวิจัยครั้งนี้ ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลใน 2 ส่วนหลักๆ คือ
1. ข้อมูลปฐมภูมิ เป็นข้อมูลที่ได้จาก
1.1 วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ออกไปเยี่ยมครอบครัวนักเรียนและผู้ปกครองจำนวน 14 ครัวเรือน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกัน สร้างความสนิทสนมเป็นกันเองจนเข้าใจปัญหา เข้าใจวิธีคิด ด้วยการใช้กระบวนการสังเกต สนทนาซักถาม และจดบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ข้อมูลจากความเป็นจริงมากที่สุด
1.2วิธีการสัมภาษณ์และสนทนาแบบเป็นทางการและการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ บันทึกเทป บันทึกเสียง และถอดเป็นลายลักษณ์อักษร การสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการโดยกำหนดแบบสัมภาษณ์ สัมภาษณ์ผู้ปกครองและนักเรียนทั้ง 14 ครัวเรือน ใช้คำถามเป็นแบบปลายเปิด ตามประเด็นที่กำหนดในการศึกษา
1.3 วิธีการการจัดเวทีเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) โดยวางแผนการจัดเวทีไว้ล่วงหน้า นัดหมายผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 จำนวน 14 ครัวเรือน จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า (AIC) ซึ่งเป็นวิธีการและเทคนิคในการเอาคนที่จะทำงานร่วมกันทั้งหมด เข้ามาประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ซึ่งจะดำเนินการใน 3 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 คือ A : Appreciation ขั้นที่ 2 คือ I : Influence และขั้นที่ 3 คือ C : Control กำหนดแผนปฏิบัติการ เป้าหมาย และข้อตกลงร่วมกันในการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนระหว่างผู้วิจัย ผู้ปกครอง และนักเรียน
1.4 วิธีบันทึกผลการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน โดยนักเรียนและผู้ปกครองชั้นม.1/4 ร่วมกันบันทึกผลการเจริญเติบโต/ปัญหาอุปสรรคที่พบ
1.5วิธีสรุปผลการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนของนักเรียนและผู้ปกครองชั้นม.1/4 จำนวน 14 ครัวเรือนตามประเด็นที่กำหนด
1.6 รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการสังเกต การสัมภาษณ์ สอบถาม การจัดเวทีเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) การบันทึกผลการปลูกพืชผักสวนครัว การสรุปผลที่ได้จากการปลูกพืชผักสวนครัว โดยบันทึกเทปเสียง และบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
1.7 ถอดเทปบันทึกเสียง การจัดเวทีเชิงปฏิบัติการ(Work Shop) การสรุปผลที่ได้จากการปลูกพืชผักสวนครัว และถอดข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร
1.8 นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ผล สรุป และอภิปรายผล
2. ข้อมูลทุติยภูมิ เป็นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจากหนังสือ เอกสาร วารสาร และอินเตอร์เนต ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-7 ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวในอัตราสูงแต่การเติบโตดังกล่าวต้องแลกด้วยทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงแรงงานราคาถูกที่ใช้เป็นฐานในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ และเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วสังคมเกิดความเหลื่อมล้ำของรายได้คุณธรรมจริยธรรมอันเป็นรากแก้วของสังคมเริ่มหายไปทุกคนมุ่งหาเงินเป็นหลัก อีกทั้งยังต้องพึ่งทุนทางเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ในขณะที่มีข้อจำกัดในด้านการพัฒนาศักยภาพของคน และการเสริมสร้างฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ถึงแม้ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากคำว่ากลุ่มประเทศยากจน แต่การเติบโตดังกล่าวยังอยู่บนพื้นฐานความไม่สมดุลของการพัฒนา กล่าวคือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้และผลประโยชน์จากการพัฒนาระหว่างภาคระหว่างชนบทกับเมืองและระหว่างกลุ่มคนในสังคมยังเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยใช้ภาคเกษตรกรรมเป็นฐานของความเจริญ ดังจะพบว่าลักษณะสำคัญของแผนพัฒนาประเทศ นโยบาย กฎหมาย ฯลฯ ที่ผ่านมาก็คือ การเป็นเครื่องมือถ่ายโอนทรัพยากรและมูลค่าส่วนเกินจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม เมื่อมองที่มาของการจัดทำแผนฯ ตั่งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 – 3 เจ้าหน้าที่ของสภาพัฒน์เป็นผู้เขียน ถัดมาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 – 7 เจ้าหน้าที่ของทุกระทรวงเป็นผู้เขียน แล้วนำไปให้ประชาชนปฏิบัติ สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 เป็นต้นไปประชาชนมีส่วนร่วมในการเขียนแผน โดยในแผนฯ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540 – 2544 ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจมุ่งสู่พัฒนาคน“คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” เพราะคนเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของการพัฒนาในทุกเรื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของคน เพื่อให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วม และรับผลประโยชน์จากการพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ ทุกกระทรวงได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการพัฒนาเดียวกันคือการเพิ่มศักยภาพของคนและการพัฒนาสังคมให้มีส่วนในการส่งเสริม และสนับสนุนต่อการพัฒนาคน โดยในวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาฯ “เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมให้มีความมั่นคงและเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน ให้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคน รวมทั้งให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศมากยิ่งขึ้น” จากที่ต้องปรับตัวให้เหมาะสม สอดคล้อง กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและสิ่งแวดล้อมทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ในแต่ละช่วงเวลามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลการพัฒนาทั้งที่ประสบความสำเร็จและทั้งที่ต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคจนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น ในแผนฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งเป็นแผนฯ ที่ได้อัญเชิญแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศ แต่ในภาคปฏิบัติการบริหารภาครัฐกลับเน้นความเติบโตด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
ในร่างแผนฯ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550 – 2554 ที่กำลังจะมาถึงในเวลาอันใกล้นี้ ยังคงยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งพัฒนาสู่ สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน (Green Society) โดยคำนึงถึงการดำเนินการในทางสายกลาง ที่อยู่บนพื้นฐานความพอดี เน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก และความพอประมาณอย่างมีเหตุผล เป็นการใช้ชีวิต การผลิตและการบริโภคอยู่บนความพอประมาณ และการเสริมสร้างคุณภาพคนให้เป็นคนดีมีคุณธรรมและมีความซื่อสัตย์สุจริต ชาวบ้านในท้องถิ่นชนบทประมาณร้อยละ 60 ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่เกษตรกรประมาณร้อยละ 41 ของเกษตรกรทั้งประเทศที่ทำการเกษตรบนที่ดินของตนเอง ผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลผลิตที่สร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศเป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มที่จะ เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ทว่าเกษตรกรไทยกลับมีรายได้ลดลง ชาวบ้านในชนบทที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมจึงต้องประสบกับปัญหาความยากจน ทั้งๆที่ในท้องถิ่นชนบทมีภูมิปัญญาและทรัพยากรที่มีค่าอยู่มากมาย (ศิวฤทธิ์พงศกร-รังศิลป์.2544 : 7) ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 โดยเริ่มจากภาวะวิกฤตสถาบันทางการเงิน และลุกลามไปยังธุรกิจเกือบทุกสาขา ทั้งธุรกิจที่มีกิจการขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ก่อให้เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน ผลที่เกิดจากเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้อำนาจการซื้อขาย การบริโภคของประชาชนลดน้อยลง ธุรกิจเกิดการชะลอตัว หรือลดการผลิต มีการเลิกจ้างงาน เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการว่างงาน เป็นต้น ความสูญเสียทางเศรษฐกิจดังกล่าว ส่งผลกระทบลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคมที่ต้องเร่งรัดดำเนินการแก้ไขให้ความช่วยเหลือ โดยความร่วมมือ จากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ในการที่จะกระตุ้น สนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพัฒนาอาชีพเข้าสู่ธุรกิจขนาดย่อม พึ่งตนเองได้โดยใช้ภูมิปัญญา ซึ่งเป็นพื้นฐานของครอบครัว ชุมชน อย่างเชื่อมั่น และยั่งยืน (กรมการศึกษานอกโรงเรียน. 2545 : 23)
จากสภาพสังคมในปัจจุบัน ที่โลกต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ มากมายในเกือบทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่แปรผันไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก (บูรชัย ศิริมหาสาคร 2540 : 11-12) วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เกิดขึ้น แม้ภาครัฐบาลและภาคเอกชนจะได้ดำเนินความพยายามร่วมกันในการเร่งกอบกู้ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้สำเร็จ ส่งผลกระทบไปสู่ประชาชนทุกระดับทั่วประเทศ ความร่วมมือที่จะบังเกิดผลโดยทันที คือ การประหยัดค่าใช้จ่ายในระดับครอบครัว ทำให้ยืนหยัดอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยังเหลืออยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นอย่างพอเพียง ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของวิสัยทัศน์ใหม่ คือ วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบใหม่ จัดระบบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง "คน ทรัพยากร และความรู้" อันเป็นสามปัจจัยหลัก ก่อให้เกิดการเรียนรู้ การจัดการ และการพัฒนาที่เกิดจาก "ภายใน" ชุมชนท้องถิ่น และ "ทุน" ที่แท้จริงของตนเอง ทุนที่เป็นทรัพยากร ผลผลิต โภคทรัพย์ ความรู้ ภูมิปัญญา ระบบคุณค่า วัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งทุนทางสังคม เพื่อให้ชุมชนและท้องถิ่นต่างๆ พึ่งพาตนเองได้ ทั้งนี้เพื่อสร้างกลไกที่เป็นทางเลือกใหม่ให้ชุมชนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองในการจัดการตนเอง และทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวจะทำให้ชุมชนค่อยๆ ได้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา ความเชื่อมั่นซึ่งเคยมีในอดีตแต่ได้หายไปพร้อมกับความล้มเหลวของการพัฒนาในระยะ 40 ปีที่ผ่านมา เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและผลผลิตในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาและปรับปรุงการจัดการการผลิต การแปรรูป และการตลาดภายในชุมชนและท้องถิ่น มีรากฐานที่มั่นคง ซึ่งมนุษย์จำเป็นต้องบริโภคปัจจัยสี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร จึงควรผลิตเพื่อการบริโภคเองให้ได้มากที่สุด เพื่อการพึ่งพาตนเอง แนวทางหนึ่งในการพึ่งพาตนเองและลดรายจ่ายคือ การปลูกพืชสวนครัวไว้กินเอง ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้มาก
ผักที่ประกอบในอาหารแต่ละชนิด ทำหน้าที่สองอย่าง คือ เพิ่มคุณค่าทางอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากผักอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์มากน้อยแล้วแต่อาหารแต่ละชนิดของผัก หน้าที่ของผักอีกอย่างคือ เป็นเครื่องชูรสอาหาร เนื่องจากผักมีสีสันต่าง ๆ หลากหลาย รวมทั้งรสและกลิ่นของผักต่าง ๆ ก็มีส่วนในการเพิ่มรสชาติให้น่ารับประทานมากขึ้นด้วย
การปลูกผักไว้รับประทานนับเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้บริโภคผักที่ปลอดสารพิษ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีโอกาสที่จะได้รับประทานรสชาติผักที่ใหม่และสด รวมทั้งยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายประจำวัน สอดคล้องกับชีวิตประจำวันในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังให้ความเพลิดเพลินใจ มีส่วนให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันในการช่วยปลูก และช่วยกันดูแลผักสวนครัวที่สมาชิกภายในครอบครัวช่วยกันสร้างขึ้นมา นับเป็นการปลูกจิตสำนึกต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่ง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องและตกต่ำ ประชาชนมีรายจ่ายสูงในการซื้อหาวัตถุดิบ เพื่อการประกอบอาหาร รวมถึงสถานการณ์ตื่นตัวในด้านสุขภาพอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารอาหารจากพืชผักสวนครัว ดังนั้น ถ้าหากได้ให้ความสนใจทางเลือกใหม่ คือ เพาะปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคเองในครัวเรือน ซึ่งเป็นพรรณผักพื้นบ้านหรือพรรณไม้ในท้องถิ่นที่นิยมนำมาบริโภคเป็นผักตามวัฒนธรรมการบริโภคแต่ละท้องถิ่น โดยได้มาจากการปลูกไว้บริเวณบ้าน เพื่อสะดวกในการเก็บบริโภค นอกจากบริโภคแล้ว ยังถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรค และบางประเภทมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วย ซึ่งจะเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในการลดรายจ่ายประจำวันลงได้
จากการศึกษาสภาพทางเศรษฐกิจและการดำรงชีพในชุมชน ในเขตพื้นที่ที่นักเรียนอาศัยอยู่ ซึ่งได้แก่ตำบลทางพูน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะพื้นที่แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่ 1 คือพื้นที่หมู่ที่ 1 ,2 และ 6 เป็นส่วนที่เป็นสันเนินทราย เป็นพื้นที่อาศัยของชุมชน ส่วนทางทิศตะวันตกเป็นของตำบล เป็นท้องที่พรุ เป็นทุ่งนา หมู่ที่ 3และหมู่ที่ 5 เป็นพื้นที่พรุ ที่เปลี่ยนสภาพเป็นป่าพรุ เป็นทุ่งนา สภาพดินเป็นดินเปรี้ยว ทำการเพาะปลูกได้ผลไม่มากนัก หมู่ที่ 4 เป็นพื้นที่ทั้งเนินทราย ทุ่งนา และทุ่งที่เป็นพรุ พื้นที่ส่วนนี้ชุมชนอาศัยหนาแน่นพอสมควร อันเนื่องด้วยสภาพพื้นที่เหมาะในการเกษตรทั้งไม้ผล พืชไร่ และนาข้าว ส่วนอาชีพและที่ดินทำกินส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ รับจ้างทั่วไป ค้าขาย และรับราชการ ฐานะทางเศรษฐกิจของชุมชนในตำบลทางพูนแบ่งได้เป็นสองช่วง คือ สมัยเดิม ชุมชนมีฐานะปานกลาง อันเนื่องด้วยทรัพยากรมรมาก ชุมชนมีกินมีใช้สมบูรณ์ ปัจจุบันชุมชนหนาแน่นขึ้น ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง รายได้ของชุมชนลดลงต้อง บางคนต้องเลิกอาชีพเดิม หันไปหางานในต่างถิ่นมากขึ้น อาชีพหลักในชุมชน เดิมมีการทำนาข้าวที่เรียกว่านาปี ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน เป็นอาชีพหลักที่สามารถดำรงชีวิตได้ดี ปัจจุบันการทำนาลดลงเช่นกัน ชุมชนขายที่ทำกินให้นายทุนในราคาต่ำ ไปหลายพันไร่ หันไปรับจ้างทั่วไปและย้ายถิ่นทำมาหากิน ในท้องถิ่นอื่น ชุมชนมีหนี้สินเช่นหมู่ที่ 2 มีหนี้สินรวม 2,520,100 บาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 5,000 บาท (องค์การบริหารส่วนตำบลทางพูน.2549 : 5-7) และจากการที่โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราชโดยครูที่ปรึกษา ได้จัดโครงการออกเยี่ยมบ้านนักเรียนในกลุ่มที่รับผิดชอบ เพื่อศึกษาด้านสภาพความเป็นอยู่ในครอบครัวนักเรียนที่ส่งผลต่อการศึกษา เช่น ความเป็นอยู่ สภาพทางอาชีพ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม จากการสังเกตและสัมภาษณ์ผู้ปกครองพบว่าลักษณะชุมชนตำบลทางพูนเป็นชุมชนที่มีประชากรอาศัยไม่หนาแน่น มีพื้นที่ในบริเวณบ้านกว้างขวางประมาณ ½ - 2 ไร่ มีพื้นที่ว่างเปล่าอยู่มาก สภาพดินสามารถปลูกผักสวนครัวได้ทุกครัวเรือน และจะมีน้ำท่วมขังในช่วงหน้าฝน บางครอบครัวรายได้ไม่ค่อยพอกับรายจ่าย ต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นในตัวเมือง เพื่อให้ได้มีรายได้เพิ่มขึ้น บางครอบครัวพอกินพอจ่ายไม่เดือดร้อนมากนัก (นางปรานี นุ่นเกิด ผู้ปกครองนักเรียนชั้นม. 1/4 ) ทุกครัวเรือนจะนิยมปรุงอาหารรับประทานกันเองภายในครัวเรือน พืชผักสวนครัวที่บริโภคส่วนใหญ่จะซื้อทุกอย่างที่บริโภค โดยเฉพาะพืชผักสวนครัวมีการบริโภคเฉลี่ยครัวเรือนละ 10 – 30 บาทต่อวันต่อครัวเรือน(ผู้ปกครองนักเรียนชั้นม.1/4, สัมภาษณ์. 2550 ) และจากการสอบถามพบว่าผู้ปกครองต้องการปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคเองและอยากให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปลูกพืชผักสวนครัวด้วย เพื่อให้นักเรียนเหล่านั้นได้มีความรับผิดชอบ มีใจรักการทำงาน และรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และจะได้เกิดความเคยชินปลูกผักไว้กินเองต่อไปเมื่อโตขึ้นและเป็นการช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ แต่ยังขาดองค์ความรู้ในการปลูกพืชผักสวนครัว และผู้ปกครองและนักเรียนมีความเห็นตรงกันว่าการปลูกพืชผักสวนครัวสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาว่าทำอย่างไรให้นักเรียนและผู้ปกครองมีการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนและพืชผักสวนครัวจะลดรายจ่ายในครัวเรือนได้อย่างไรบ้าง
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาการสร้างองค์ความรู้การปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนของผู้ปกครองและนักเรียน ชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช
2. เพื่อศึกษาการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนของผู้ปกครองและนักเรียน ชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช
3. เพื่อศึกษาผลที่ได้จากการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนของผู้ปกครองและนักเรียน ชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ประโยชน์ของการวิจัย
1. ผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีองค์ความรู้เรื่องการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน
2. ผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน
3. ผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร ได้สรุปผลที่ได้จากการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
การวิจัยเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน : กรณีศึกษา ผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้วิจัยได้กำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้
1 ประชากร
1.1 หน่วยประชากร
หน่วยประชากรในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ผู้ปกครองและนักเรียน ชั้น ม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 14 ครัวเรือน
1.2 หน่วยการวิเคราะห์
หน่วยการวิเคราะห์ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ผู้ปกครองและนักเรียน ชั้นม.1/4 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 14 ครัวเรือน
2. การเลือกกลุ่มตัวอย่าง
2.1 กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 50 % ของห้องม.1/4 เท่ากับจำนวน 14 ครัวเรือน
2.2 แผนการสุ่มตัวอย่าง
ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(purposive Sampling) (บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 41 ) เนื่องจากผู้วิจัยเป็นคุณครูที่ปรึกษาและครูผู้สอนของนักเรียนชั้นดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการดำเนินการวิจัย อาศัยความความสัมพันธ์ใกล้ชิด ความสนิทสนมคุ้นเคย และความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล ติดตามและสรุปผลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจัยเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน : กรณีศึกษา ผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้วิจัยใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลตามวัตถุประสงค์และขอบเขตของการศึกษา ซึ่งได้แก่
1. แบบสังเกต เป็นแบบสังเกตทั่วไปของสภาพชุมชน และแบบสังเกตพฤติกรรมของผู้ให้ข้อมูลจำนวน 15 ชุด
2. แบบสัมภาษณ์ ใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลความต้องการการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน ของผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 14 ชุด
3. แบบการจัดเวทีเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) โดยใช้เทคนิค A I C จัดเวทีเชิงปฏิบัติการผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 14 ครัวเรือน
4. แบบบันทึกติดตามผลการจัดกิจกรรมการปลูกพืชผักสวนครัวของนักเรียนและผู้ปกครองชั้นม.1/4 จำนวน 14 ชุด
5. แบบสรุปผลการปลูกพืชผักสวนครัวของนักเรียนและผู้ปกครอง จำนวน 14 ชุด
วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
ข้อมูลที่ใช้ประกอบการวิจัยครั้งนี้ ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลใน 2 ส่วนหลักๆ คือ
1. ข้อมูลปฐมภูมิ เป็นข้อมูลที่ได้จาก
1.1 วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ออกไปเยี่ยมครอบครัวนักเรียนและผู้ปกครองจำนวน 14 ครัวเรือน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกัน สร้างความสนิทสนมเป็นกันเองจนเข้าใจปัญหา เข้าใจวิธีคิด ด้วยการใช้กระบวนการสังเกต สนทนาซักถาม และจดบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ข้อมูลจากความเป็นจริงมากที่สุด
1.2วิธีการสัมภาษณ์และสนทนาแบบเป็นทางการและการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ บันทึกเทป บันทึกเสียง และถอดเป็นลายลักษณ์อักษร การสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการโดยกำหนดแบบสัมภาษณ์ สัมภาษณ์ผู้ปกครองและนักเรียนทั้ง 14 ครัวเรือน ใช้คำถามเป็นแบบปลายเปิด ตามประเด็นที่กำหนดในการศึกษา
1.3 วิธีการการจัดเวทีเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) โดยวางแผนการจัดเวทีไว้ล่วงหน้า นัดหมายผู้ปกครองและนักเรียนชั้นม.1/4 จำนวน 14 ครัวเรือน จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า (AIC) ซึ่งเป็นวิธีการและเทคนิคในการเอาคนที่จะทำงานร่วมกันทั้งหมด เข้ามาประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ซึ่งจะดำเนินการใน 3 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 คือ A : Appreciation ขั้นที่ 2 คือ I : Influence และขั้นที่ 3 คือ C : Control กำหนดแผนปฏิบัติการ เป้าหมาย และข้อตกลงร่วมกันในการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนระหว่างผู้วิจัย ผู้ปกครอง และนักเรียน
1.4 วิธีบันทึกผลการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน โดยนักเรียนและผู้ปกครองชั้นม.1/4 ร่วมกันบันทึกผลการเจริญเติบโต/ปัญหาอุปสรรคที่พบ
1.5วิธีสรุปผลการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนของนักเรียนและผู้ปกครองชั้นม.1/4 จำนวน 14 ครัวเรือนตามประเด็นที่กำหนด
1.6 รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการสังเกต การสัมภาษณ์ สอบถาม การจัดเวทีเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) การบันทึกผลการปลูกพืชผักสวนครัว การสรุปผลที่ได้จากการปลูกพืชผักสวนครัว โดยบันทึกเทปเสียง และบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
1.7 ถอดเทปบันทึกเสียง การจัดเวทีเชิงปฏิบัติการ(Work Shop) การสรุปผลที่ได้จากการปลูกพืชผักสวนครัว และถอดข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร
1.8 นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ผล สรุป และอภิปรายผล
2. ข้อมูลทุติยภูมิ เป็นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจากหนังสือ เอกสาร วารสาร และอินเตอร์เนต ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ
วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
การศึกษาเพื่อชุมชน : มหาวิทยาลัยชีวิต
' โดย นักศึกษาสุมณฑินี สมัครพงศ์
' รหัสนักศึกษา ๔๙๕๐๑๗๓๖๒๕๒๘๘
ด้วยวัยและประสบการณ์ในระยะเวลา ๔๘ ปีของช่วงชีวิตดิฉันที่ผ่านมา ผลของการพัฒนาประเทศภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ แผนฯ ๑ – ๙ และแผน ๑๐ รัฐได้ทุ่มเททรัพยากรในทุกด้านเพื่อจะพัฒนาประเทศให้ทันสมัย เพื่อจะได้หลุดพ้นจาการเป็นประเทศด้อยพัฒนาโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จัดสรรงบประมาณ และได้วางโครงสร้างจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรมให้สอดรับกับทิศทางและบรรลุผลในเป้าหมายการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของแผน ระบบพึ่งพิง-พึ่งพาความเกื้อกูลของชุมชนเริ่มห่างหาย ขาดความเชื่อมั่นของคนภายในชุมชนด้วยกันเอง การบริหารจัดการภายในชุมชนยากแก่การประสาน วัฒนธรรมที่เกื้อกูล จิตใจสาธารณะเริ่มห่างหายไปจากชุมชน การพัฒนาทิ้งไว้แต่ความหวังพึ่งรัฐ หวังพึ่งแต่กลุ่มชนภายนอกชุมชน ต้องอาศัยคนภายนอกหรือหน่วยงานราชการเข้ามาจัดการ
การจัดการและให้การศึกษาที่ผ่านมา คนยิ่งมีความรู้ ยิ่งการศึกษาสูง ตั้งแต่ระดับการศึกษาสูงกว่าประถมศึกษา ไม่สามารถจะประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุขอยู่ในชุมชน ต้องอพยพไปทำงานถิ่นอื่น คนที่มีความรู้ระดับบัณฑิตหรือมหาบัณฑิต จะสามารถมาประกอบอาชีพอยู่ในชุมชนหรือทำงานสร้างสรรค์ชุมชน ควบคู่กับการทำงานหน่วยงานพัฒนาของรัฐได้อย่างน้อยคนเหลือเกิน ในชุมชนมีแต่บุคลากรในการทำงานเป็นคนเฒ่าคนแก่หรืออาจจะพบเห็นลูก หลานที่ตัวเล็กๆ ที่ถูกส่งมาให้เลี้ยงจากกลุ่มคนหนุ่มสาว ที่เป็นวัยทำงานอยู่ในเมืองหรือเมืองใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นแหล่งงาน ทำให้ชุมชนท้องถิ่นขาดผู้รู้ที่เป็นวัยทำงาน วัยเจริญพันธุ์ของชุมชนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นการเกิดศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิตตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้คนในชุมชนที่มีวิชาความรู้ได้พัฒนาท้องถิ่นตนเอง โดยความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษากับมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในภูมิภาคต่างๆ เช่น ภาคใต้ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยราชภูเก็ตและมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ภาคกลาง ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏจอมบึง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสระเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์และมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ภาคเหนือและภาคตะวันออก ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ถือเป็นความร่วมมือจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีความก้าวหน้าเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อชุมชน ระดมศักยภาพ สรรพกำลังของท้องถิ่น มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกด้าน โดยเฉพาะองค์กรราชการ(ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. เทศบาล และอบต. ชุมชน องค์กรเอกชนที่มีแนวคิดอุดมคติในการจัดการชุมชน ให้เกิดชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง เพื่อชุมชนจัดการตนเองและพึ่งตนเองได้ในที่สุด
การจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา และมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ภายใต้ความร่วมมือขององค์กรภายในท้องถิ่น หลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เป็นการจัดการศึกษามุ่งสร้างบัณฑิตพัฒนาท้องถิ่นที่สนองตอบต่อชุมชนอย่างแท้จริง เป็นการ“สร้างผู้รู้อยู่คู่กับชุมชนท้องถิ่น” ซึ่งเป็นบุคลากรใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษาเป็นผู้นำพาทางความคิดการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญเป็นคนวัยทำงานที่กำลังกล้าแกร่งทั้งแรงกาย แรงความคิดและความมุ่งมั่น เป็นผู้ร่วมกันค้นหาความต้องการ ร่วมกันคิด วิเคราะห์ปัญหา กำหนด วางแผนทิศทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้ตามศักยภาพ ความหลากหลายอย่างสอดคล้องเป็นของชุมชนท้องถิ่นเอง และยังแสวงหาเครือข่ายความร่วมมือจากองค์กรภายนอกมาใช้เป็นเครื่องมือของการพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างรู้เท่าทัน
การจัดการศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิตจังหวัดนครศรีธรรมราช ในระดับมหาบัณฑิตหรือบัณฑิตศึกษา (ศศ.ม.) หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัญฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น (Master of Art Program in Interdisciplinary Study For Local Development) โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครร่วมมือกับมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสากิจชุมชน และร่วมมือกับองค์กรในพื้นที่เป็นเจ้าภาพท้องถิ่นโดยมี “คณะกรรมการบริหารศูนย์เรียนรู้” กำกับดูแลได้แก่ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช และองค์การบริหารส่วนตำบลนาสาร โดยใช้สถานที่จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์จัดการศึกษา มีผู้อำนวยการเรียนรู้ดำเนินการ ประสานงานกับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครและมูลนิธิสถาบันวิสาหกิจชุมชน ในการอำนวยความสะดวกทางด้านงานธุรการ กระบวนการเรียนการสอนให้กับนักศึกษา อาจารย์ วิทยากร และรวมถึงการจัดกระบวนการศึกษาต่อเนื่อง ในบริบทของท้องถิ่นที่สอดคล้องกับหลักสูตรเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องโดยวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ของผู้ประสานงานกับนักศึกษาตลอดทั้งภาคเรียนและรวมถึงการขอการสนับสนุนจากองค์กรภาคีท้องถิ่น โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้หนุนช่วยงบประมาณเพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นนักศึกษาได้ทัศนศึกษาดูงาน ที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตและมหาบัณฑิต ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวในการวางแผน ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นได้ในอนาคต
“มหาบัณฑิตแห่งอนาคต สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ” ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรให้มหาบัณฑิตมีคุณลักษณะคือ “มีความรู้ความเข้าใจหลักการทางสาขาวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สามารถนำความรู้จากแนวคิดทฤษฎี ผลงานวิจัยและการวิจัยไปใช้เพื่อวางแผน ดำเนินการ และประเมินผลการพัฒนาท้องถิ่น มีทักษะในการค้นคว้าวิจัยและสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านสาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สร้างความก้าวหน้าทางวิชาการด้านการพัฒนาท้องถิ่นที่มีลักษณะบูรณาการและเชื่อมโยงสาขาวิชาต่างๆเข้าด้วยกันอย่างมีพลังและมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน และมีความพร้อมในการเป็นนักยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น” นอกเหนือจากการจัดการศึกษาให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรแล้ว ยังมุ่งเน้นปรัชญาของหลักสูตรคือ“การแก้ไขปัญหาความยากจนให้ได้ผลอย่างยั่งยืนนั้นต้องมีการพัฒนาทุนทางปัญญาโดยการส่งเสริมมุ่งกระบวนการเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกันและสัมพันธ์กับชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของท้องถิ่น รวมทั้งปัจจัยต่างๆอย่างมีพลัง ทั้งนี้โดยการเปิดโอกาสให้บุคลากรที่อยู่ในท้องถิ่นได้ศึกษาในระดับมหาบัณฑิต เพื่อให้สามารถสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นที่สอดคล้องกับศักยภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละท้องถิ่น อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นรากฐานสำคัญเพื่อการพัฒนาที่มั่นคงของประเทศชาติโดยรวม” (มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร,๒๕๔๙) ซึ่งได้เล็งเห็นว่าการผลิตมหาบัณฑิต ในสาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ มหาบัณฑิตที่สามารถเป็นบุคลากรที่เข้มแข็งในด้านการวิจัยและพัฒนาโดยใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาอย่างสอดคล้องกับสภาพปัญหาท้องถิ่น เป็นวิทยากร ครู และอาจารย์ที่รู้เข้าใจในฐานทรัพยากรของเศรษฐกิจชุมชน ความหลากหลายและภูมิปัญญา ซึ่งเป็นรากเหง้าของชุมชนท้องถิ่น และที่สำคัญเป็นนักยุทธศาสตร์ในการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นที่สอดคล้องกับทรัพยากรของท้องถิ่นอย่างแท้จริง
“มหาบัณฑิตแห่งอนาคต สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ” ต้องอาศัยยุทธศาสตร์หลายสาขาในการดำเนินวิถีชีวิตที่มีความอยู่เย็นเป็นสุข และชำนาญการที่จะเป็นนักวิจัยและพัฒนาร่วมกับชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการเป็นนักยุทธศาสตร์ในวางแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนท้องถิ่น เป้าหมายเพื่อจะแก้ปัญหาการพึ่งพิง-พึ่งพาจากองค์กรภายนอก สร้างความพร้อม สร้างพลังให้แก่ชุมชนที่เผชิญสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม วิทยาการและเทคโนโลยี่ที่เปลี่ยนไป ตลอดจนช่วยในการพัฒนาตนเองและชุมชนของตนได้อย่างเหมาะสม ใช้ประโยชน์ของการเรียนรู้มาพัฒนาคนในชุมชนทุกๆด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม การเมือง และวัฒนธรรม สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถจัดการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ปรัชญาการศึกษาที่ว่า “ ชุมชมเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง สู่ชุมชนพึ่งตนเอง” โดยมีแนวทางการจัดการศึกษา คือ “นำสิ่งที่ทำมาเรียน นำสิ่งที่เรียนไปทำ เพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชน” ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏ พระนครร่วมมือกับมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสากิจชุมชน และความร่วมมือกับองค์กรในพื้นที่ จะเป็นเป็นรากฐานสำคัญเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ก่อให้เกิดความมั่นคงของประเทศชาติต่อไป
(เขียนเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2550 เสนอ รศ. ดร.โกวิทย์ พวงงาม)
'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J
' รหัสนักศึกษา ๔๙๕๐๑๗๓๖๒๕๒๘๘
ด้วยวัยและประสบการณ์ในระยะเวลา ๔๘ ปีของช่วงชีวิตดิฉันที่ผ่านมา ผลของการพัฒนาประเทศภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ แผนฯ ๑ – ๙ และแผน ๑๐ รัฐได้ทุ่มเททรัพยากรในทุกด้านเพื่อจะพัฒนาประเทศให้ทันสมัย เพื่อจะได้หลุดพ้นจาการเป็นประเทศด้อยพัฒนาโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จัดสรรงบประมาณ และได้วางโครงสร้างจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรมให้สอดรับกับทิศทางและบรรลุผลในเป้าหมายการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของแผน ระบบพึ่งพิง-พึ่งพาความเกื้อกูลของชุมชนเริ่มห่างหาย ขาดความเชื่อมั่นของคนภายในชุมชนด้วยกันเอง การบริหารจัดการภายในชุมชนยากแก่การประสาน วัฒนธรรมที่เกื้อกูล จิตใจสาธารณะเริ่มห่างหายไปจากชุมชน การพัฒนาทิ้งไว้แต่ความหวังพึ่งรัฐ หวังพึ่งแต่กลุ่มชนภายนอกชุมชน ต้องอาศัยคนภายนอกหรือหน่วยงานราชการเข้ามาจัดการ
การจัดการและให้การศึกษาที่ผ่านมา คนยิ่งมีความรู้ ยิ่งการศึกษาสูง ตั้งแต่ระดับการศึกษาสูงกว่าประถมศึกษา ไม่สามารถจะประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุขอยู่ในชุมชน ต้องอพยพไปทำงานถิ่นอื่น คนที่มีความรู้ระดับบัณฑิตหรือมหาบัณฑิต จะสามารถมาประกอบอาชีพอยู่ในชุมชนหรือทำงานสร้างสรรค์ชุมชน ควบคู่กับการทำงานหน่วยงานพัฒนาของรัฐได้อย่างน้อยคนเหลือเกิน ในชุมชนมีแต่บุคลากรในการทำงานเป็นคนเฒ่าคนแก่หรืออาจจะพบเห็นลูก หลานที่ตัวเล็กๆ ที่ถูกส่งมาให้เลี้ยงจากกลุ่มคนหนุ่มสาว ที่เป็นวัยทำงานอยู่ในเมืองหรือเมืองใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นแหล่งงาน ทำให้ชุมชนท้องถิ่นขาดผู้รู้ที่เป็นวัยทำงาน วัยเจริญพันธุ์ของชุมชนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นการเกิดศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิตตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้คนในชุมชนที่มีวิชาความรู้ได้พัฒนาท้องถิ่นตนเอง โดยความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษากับมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในภูมิภาคต่างๆ เช่น ภาคใต้ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยราชภูเก็ตและมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ภาคกลาง ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏจอมบึง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสระเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์และมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ภาคเหนือและภาคตะวันออก ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ถือเป็นความร่วมมือจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีความก้าวหน้าเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อชุมชน ระดมศักยภาพ สรรพกำลังของท้องถิ่น มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกด้าน โดยเฉพาะองค์กรราชการ(ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. เทศบาล และอบต. ชุมชน องค์กรเอกชนที่มีแนวคิดอุดมคติในการจัดการชุมชน ให้เกิดชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง เพื่อชุมชนจัดการตนเองและพึ่งตนเองได้ในที่สุด
การจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา และมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ภายใต้ความร่วมมือขององค์กรภายในท้องถิ่น หลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เป็นการจัดการศึกษามุ่งสร้างบัณฑิตพัฒนาท้องถิ่นที่สนองตอบต่อชุมชนอย่างแท้จริง เป็นการ“สร้างผู้รู้อยู่คู่กับชุมชนท้องถิ่น” ซึ่งเป็นบุคลากรใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษาเป็นผู้นำพาทางความคิดการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญเป็นคนวัยทำงานที่กำลังกล้าแกร่งทั้งแรงกาย แรงความคิดและความมุ่งมั่น เป็นผู้ร่วมกันค้นหาความต้องการ ร่วมกันคิด วิเคราะห์ปัญหา กำหนด วางแผนทิศทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้ตามศักยภาพ ความหลากหลายอย่างสอดคล้องเป็นของชุมชนท้องถิ่นเอง และยังแสวงหาเครือข่ายความร่วมมือจากองค์กรภายนอกมาใช้เป็นเครื่องมือของการพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างรู้เท่าทัน
การจัดการศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิตจังหวัดนครศรีธรรมราช ในระดับมหาบัณฑิตหรือบัณฑิตศึกษา (ศศ.ม.) หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัญฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น (Master of Art Program in Interdisciplinary Study For Local Development) โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครร่วมมือกับมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสากิจชุมชน และร่วมมือกับองค์กรในพื้นที่เป็นเจ้าภาพท้องถิ่นโดยมี “คณะกรรมการบริหารศูนย์เรียนรู้” กำกับดูแลได้แก่ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช และองค์การบริหารส่วนตำบลนาสาร โดยใช้สถานที่จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์จัดการศึกษา มีผู้อำนวยการเรียนรู้ดำเนินการ ประสานงานกับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครและมูลนิธิสถาบันวิสาหกิจชุมชน ในการอำนวยความสะดวกทางด้านงานธุรการ กระบวนการเรียนการสอนให้กับนักศึกษา อาจารย์ วิทยากร และรวมถึงการจัดกระบวนการศึกษาต่อเนื่อง ในบริบทของท้องถิ่นที่สอดคล้องกับหลักสูตรเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องโดยวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ของผู้ประสานงานกับนักศึกษาตลอดทั้งภาคเรียนและรวมถึงการขอการสนับสนุนจากองค์กรภาคีท้องถิ่น โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้หนุนช่วยงบประมาณเพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นนักศึกษาได้ทัศนศึกษาดูงาน ที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตและมหาบัณฑิต ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวในการวางแผน ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นได้ในอนาคต
“มหาบัณฑิตแห่งอนาคต สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ” ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรให้มหาบัณฑิตมีคุณลักษณะคือ “มีความรู้ความเข้าใจหลักการทางสาขาวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สามารถนำความรู้จากแนวคิดทฤษฎี ผลงานวิจัยและการวิจัยไปใช้เพื่อวางแผน ดำเนินการ และประเมินผลการพัฒนาท้องถิ่น มีทักษะในการค้นคว้าวิจัยและสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านสาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สร้างความก้าวหน้าทางวิชาการด้านการพัฒนาท้องถิ่นที่มีลักษณะบูรณาการและเชื่อมโยงสาขาวิชาต่างๆเข้าด้วยกันอย่างมีพลังและมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน และมีความพร้อมในการเป็นนักยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น” นอกเหนือจากการจัดการศึกษาให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรแล้ว ยังมุ่งเน้นปรัชญาของหลักสูตรคือ“การแก้ไขปัญหาความยากจนให้ได้ผลอย่างยั่งยืนนั้นต้องมีการพัฒนาทุนทางปัญญาโดยการส่งเสริมมุ่งกระบวนการเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกันและสัมพันธ์กับชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของท้องถิ่น รวมทั้งปัจจัยต่างๆอย่างมีพลัง ทั้งนี้โดยการเปิดโอกาสให้บุคลากรที่อยู่ในท้องถิ่นได้ศึกษาในระดับมหาบัณฑิต เพื่อให้สามารถสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นที่สอดคล้องกับศักยภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละท้องถิ่น อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นรากฐานสำคัญเพื่อการพัฒนาที่มั่นคงของประเทศชาติโดยรวม” (มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร,๒๕๔๙) ซึ่งได้เล็งเห็นว่าการผลิตมหาบัณฑิต ในสาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ มหาบัณฑิตที่สามารถเป็นบุคลากรที่เข้มแข็งในด้านการวิจัยและพัฒนาโดยใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาอย่างสอดคล้องกับสภาพปัญหาท้องถิ่น เป็นวิทยากร ครู และอาจารย์ที่รู้เข้าใจในฐานทรัพยากรของเศรษฐกิจชุมชน ความหลากหลายและภูมิปัญญา ซึ่งเป็นรากเหง้าของชุมชนท้องถิ่น และที่สำคัญเป็นนักยุทธศาสตร์ในการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นที่สอดคล้องกับทรัพยากรของท้องถิ่นอย่างแท้จริง
“มหาบัณฑิตแห่งอนาคต สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ” ต้องอาศัยยุทธศาสตร์หลายสาขาในการดำเนินวิถีชีวิตที่มีความอยู่เย็นเป็นสุข และชำนาญการที่จะเป็นนักวิจัยและพัฒนาร่วมกับชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการเป็นนักยุทธศาสตร์ในวางแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนท้องถิ่น เป้าหมายเพื่อจะแก้ปัญหาการพึ่งพิง-พึ่งพาจากองค์กรภายนอก สร้างความพร้อม สร้างพลังให้แก่ชุมชนที่เผชิญสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม วิทยาการและเทคโนโลยี่ที่เปลี่ยนไป ตลอดจนช่วยในการพัฒนาตนเองและชุมชนของตนได้อย่างเหมาะสม ใช้ประโยชน์ของการเรียนรู้มาพัฒนาคนในชุมชนทุกๆด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม การเมือง และวัฒนธรรม สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถจัดการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ปรัชญาการศึกษาที่ว่า “ ชุมชมเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง สู่ชุมชนพึ่งตนเอง” โดยมีแนวทางการจัดการศึกษา คือ “นำสิ่งที่ทำมาเรียน นำสิ่งที่เรียนไปทำ เพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชน” ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏ พระนครร่วมมือกับมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสากิจชุมชน และความร่วมมือกับองค์กรในพื้นที่ จะเป็นเป็นรากฐานสำคัญเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ก่อให้เกิดความมั่นคงของประเทศชาติต่อไป
(เขียนเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2550 เสนอ รศ. ดร.โกวิทย์ พวงงาม)
'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J'J
วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
วัน เวลาเมื่อยามว่าง จากการดูงาน ณ อลงกตรีสอร์ท
วัน เวลาเมื่อยามว่าง (อลงกตรีสอร์ท)
จากการศึกษาดูงานของนักศึกษา ป.โท ศูนย์จังหวัดนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ครั้งที่ ๔ ท่าศาลา ขนอม ดินแดนอันดามัน
จากการศึกษาดูงานของนักศึกษา ป.โท ศูนย์จังหวัดนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ครั้งที่ ๔ ท่าศาลา ขนอม ดินแดนอันดามัน
ร้อยเรียงโดยนักศึกษาสุมณฑินี สมัครพงศ์
“”””””””””””””””””””””””””””””””””””
“”””””””””””””””””””””””””””””””””””
๒๖มกราได้เวลาศึกษาดูงาน โก้ปี๋เป็นแหล่งสถานจุดนัดพบ
เจ็ดนาฬิกาสามสิบตามกำหนด ต้องรันทดนั่งรอใครไม่มา
ศิวพรขวัญใจเพื่อนมาแล้ว ใจพี่แก้วชุ่มชื้นจริงจริงหนา
นั่นชุลีพรพัชรีเร่งรี่มา แปดนาฬิกาสามสิบจรจากร้านโก้ปี๋
ครรไลต่อควบล้อท่าศาลา สมทบพยอมกันลิกามาแล้วพี่
สรศักดิ์นงลักษณ์พี่เพ็ญศรี สุธารัตน์พี่ดำริณรงค์คนสุดหล่อ
เก้าโมงเศษถึงเขตแหล่งเรียนรู้ นามเลิศหรูเศรษฐกิจพอเพียงการเกิดก่อ
ผักปลอดสารพิษอินทรีย์เกษตรสืบสานต่อ แสนวิเศษก็กะปิอร่อยผึ้งโด่งดัง
เข้าเขตขนอมพี่ไพศาลพี่นิภาละลานตา อภิวัฒน์สาวสุดามาอูมานั่งฟัง
น้องมุกน้องโหล้ยชาติชายและพี่หมอ มุกดาจ้อสะอาดเอี่ยมพร้อมวินัยมา
ผู้ทรงปัญญาพี่รวมสรรหามามากมาย ความรู้หลากหลายถ่ายทอดนักศึกษา
เสร็จสรรพเสริฟน้ำพริกพร้อมผักปลา อร่อยหนักหนารสชาติจะขาดใจ
บ่ายโมงถอดบทเรียนกุ้งเคยและน้ำปลา พี่เล็กวชิราฯ ชายฝั่งไทย
นักศึกษานั่งฟังอย่างสนใจ และทันใดเกิดปัญญาขึ้นทันที
ดร.สวัสดิ์ท่านสวัสดิ์วิ่งลัดมา คิงแค็งเจี๊ยบปลามาเร็วรี่
เดินทางต่อหมายมุ่งเขาเจดีย์ ปะการังนี่ทรงลังกาน่าฉงน
สู่ค่ำคืนมาสมทบอีกหลายท่าน รองนันต์สมเดชพร้อมนฤมล
กำนันพรสาวสวยช่างน่าชม นั่นอุดมวุฒิแพรแลจรัญ
ค่ำคืนยิ่งดึกดื่นยิ่งแสนจะสุขสันต์ เป็นถิ่นชั้นเชื่อมรักสมัครสมาน
ช่างเป็นถิ่นที่เราแสนจะสำราญ ขนอมนี้ดุจวิมานของเทวัญ
ยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดเสร็จดูงาน ร่วมสืบสานร่วมก่อเกิดคุณอนันต์
ร่วมจิตร่วมใจเหมือนพี่น้องกัน สู่ความฝันพัฒนาท้องถิ่นไทย
จากกันวันนี้มิสิ้นสุด คงมีจุดนัดพบในครั้งใหม่
ความรักความผูกพันมิหายไป รักจากใจสุมณฑินีมีเช่นเดิม
ขอเพื่อนพ้องน้องพี่จงมีสุข ปราศจากทุกข์ปราศจากภัยบุญส่งเสริม
ขอความสุขความเจริญยิ่งกว่าเดิม ให้พูนเพิ่มรวยทรัพย์รับปริญญา
(แต่งเล่นๆเมื่อยามว่างในยามเช้าที่อลงกตรีสอร์ท ขอเป็นนักแต่งสมัครเล่นที่ใจอยากแต่ง มอบให้เพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตทุกคน)
ศิวพรขวัญใจเพื่อนมาแล้ว ใจพี่แก้วชุ่มชื้นจริงจริงหนา
นั่นชุลีพรพัชรีเร่งรี่มา แปดนาฬิกาสามสิบจรจากร้านโก้ปี๋
ครรไลต่อควบล้อท่าศาลา สมทบพยอมกันลิกามาแล้วพี่
สรศักดิ์นงลักษณ์พี่เพ็ญศรี สุธารัตน์พี่ดำริณรงค์คนสุดหล่อ
เก้าโมงเศษถึงเขตแหล่งเรียนรู้ นามเลิศหรูเศรษฐกิจพอเพียงการเกิดก่อ
ผักปลอดสารพิษอินทรีย์เกษตรสืบสานต่อ แสนวิเศษก็กะปิอร่อยผึ้งโด่งดัง
เข้าเขตขนอมพี่ไพศาลพี่นิภาละลานตา อภิวัฒน์สาวสุดามาอูมานั่งฟัง
น้องมุกน้องโหล้ยชาติชายและพี่หมอ มุกดาจ้อสะอาดเอี่ยมพร้อมวินัยมา
ผู้ทรงปัญญาพี่รวมสรรหามามากมาย ความรู้หลากหลายถ่ายทอดนักศึกษา
เสร็จสรรพเสริฟน้ำพริกพร้อมผักปลา อร่อยหนักหนารสชาติจะขาดใจ
บ่ายโมงถอดบทเรียนกุ้งเคยและน้ำปลา พี่เล็กวชิราฯ ชายฝั่งไทย
นักศึกษานั่งฟังอย่างสนใจ และทันใดเกิดปัญญาขึ้นทันที
ดร.สวัสดิ์ท่านสวัสดิ์วิ่งลัดมา คิงแค็งเจี๊ยบปลามาเร็วรี่
เดินทางต่อหมายมุ่งเขาเจดีย์ ปะการังนี่ทรงลังกาน่าฉงน
สู่ค่ำคืนมาสมทบอีกหลายท่าน รองนันต์สมเดชพร้อมนฤมล
กำนันพรสาวสวยช่างน่าชม นั่นอุดมวุฒิแพรแลจรัญ
ค่ำคืนยิ่งดึกดื่นยิ่งแสนจะสุขสันต์ เป็นถิ่นชั้นเชื่อมรักสมัครสมาน
ช่างเป็นถิ่นที่เราแสนจะสำราญ ขนอมนี้ดุจวิมานของเทวัญ
ยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดเสร็จดูงาน ร่วมสืบสานร่วมก่อเกิดคุณอนันต์
ร่วมจิตร่วมใจเหมือนพี่น้องกัน สู่ความฝันพัฒนาท้องถิ่นไทย
จากกันวันนี้มิสิ้นสุด คงมีจุดนัดพบในครั้งใหม่
ความรักความผูกพันมิหายไป รักจากใจสุมณฑินีมีเช่นเดิม
ขอเพื่อนพ้องน้องพี่จงมีสุข ปราศจากทุกข์ปราศจากภัยบุญส่งเสริม
ขอความสุขความเจริญยิ่งกว่าเดิม ให้พูนเพิ่มรวยทรัพย์รับปริญญา
(แต่งเล่นๆเมื่อยามว่างในยามเช้าที่อลงกตรีสอร์ท ขอเป็นนักแต่งสมัครเล่นที่ใจอยากแต่ง มอบให้เพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตทุกคน)
เกร็ดเล็กเกร็ดใหญ่ ศึกษาดูงานครั้งที่ ๔
เกร็ดเล็กเกร็ดใหญ่จาก ศึกษาดูงานของนักศึกษาป.โท ศูนย์การเรียนรู้นครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ครั้งที่ ๔ ท่าศาลา ขนอม สู่ดินแดนอันดามัน
เล่าเรื่องโดย นักศึกษาสุมณฑินี สมัครพงศ์
การศึกษาดูงานของนักศึกษาระดับมหาบัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ศูนย์การเรียนรู้นครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้ถูกกำหนดขึ้นในครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔ จากการครั้งที่ ๑ ศูนย์การเรียนรู้ไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งที่ ๒ วัดป่ายาง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งที่ ๓ ในเส้นทางอำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ ๔ ในเส้นทางอำเภอท่าศาลา อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้ระยะเวลา ๒ วัน ๑ คืนเหมือนที่ผ่านมา
ก่อนเดินทางคณะทีมงานก็ได้ร่วมกันประชุมวางแผน กำหนดกิจกรรม เส้นทาง จุดดูงาน ตลอดจนจุดนัดพบ แล้วแจ้งไว้ใน Longlearning Blogspot . com ซึ่งน้องเบริด์อภิวัฒน์ ไชยเดชกับพี่หมออิทธิเดช วิเชียรรัตน์ ได้ร่วมกันจัดทำขึ้นมา
วันเสาร์ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๑ นักศึกษาส่วนหนึ่งได้นัดพบกันที่ร้านโกปี๋ สาขาสี่แยก ท่าม้า ของโก้แอ้ดปรมาจารย์ร้านอาหารเมืองคอน ตามเวลานัดหมาย ๐๗.๓๐ นาฬิกา ผู้เขียนเองก็ปีกว่าๆที่ไม่ได้ไปเยือนขนอมเป็นเรื่องเป็นราว เพียงฉแว้บผ่านไปมา ตั้งนาฬิกาปลุกไว้หกโมงเช้า ด้วยความเป็นผู้หญิงหนึ่งชั่วโมงให้เวลาสำหรับตัวเองเสมอ เจ็ดโมงยี่สิบนาทีก็ถึงร้านโกปี๋ เป็นนิสัยที่ไม่ชอบให้ใครรอ พรรคพวกก็ได้ทยอยกันมาเรื่อยๆ เทคโนโลยี่สมัยใหม่โทรศัพท์มือถือใช้ในการติดต่อได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งแปดโมงครึ่งพวกเราก็เดินทางไปสมทบกับจุดที่สองปั๊มน้ำมัน ปตท. ท่าศาลา ออกเดินทางพร้อมกันเพื่อศึกษาดูงานเป็นจุดแรก เกิดการขลุกขลักในการประสานงานและเดินทางนิดหน่อย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานย่อมมีถูกมีพลาด แต่คนที่ไม่ทำอะไรเลยย่อมไม่มีผิดไม่มีถูก แต่คุณค่าและคุณภาพของคนก็ไม่เกิด ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจสำหรับคนทำงานเสมอ และถือเสียว่าเป็นรสชาติของการเดินทาง
ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจุดแรกของการศึกษาดูงาน เมื่อไปถึงคณะทีมงานได้รอต้อนรับด้วยสีหน้า แววตาที่แสดงถึงความตั้งใจ และเต็มใจกับการมาเยือนของพวกเรา จากคำบอกเล่าของคุณเจริญ วัตตา รองประธานกลุ่ม เล่าถึงความเป็นมาว่าได้เริ่มจัดตั้งกลุ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ต่อมาหน่วยงานของทางราชการได้เข้ามาสนับสนุนในเรื่องงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์หลายหน่วยงานด้วยกัน ปีพ.ศ. ๒๕๔๒ จึงได้เริ่มจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน จนปัจจุบันเป็นธนาคารหมู่บ้าน สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกลุ่มได้ยึดตามหลักแนวเศรษฐกิจพอเพียง ต้องการให้สมาชิกขยัน ประหยัด และออม ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อกิน เพื่อขาย โดยมีเป้าหมาย ให้ทุกคนอยู่ดี กินดี มีสุข รักษาสุขภาพ คิดสิ่งที่ดี ทำสิ่งที่ดี เพื่อชีวิตที่พอเพียง โดยแบ่งกิจกรรมที่ทำเป็น ๔ กลุ่มย่อย คือ กลุ่มพืชผักพืชผลปลอดสารพิษ กลุ่มกะปิ กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงไทย และกลุ่มเกษตรอินทรีย์ จากนั้นคุณเจริญยังเล่าต่อไปว่า ทางศูนย์จะไม่ใช้สารเคมีเลย เพราะจะทำให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบไปยังระบบธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะผึ้งจะไม่อยู่เด็ดขาด ทางศูนย์จะทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพกำจัดศัตรูพืชใช้กันเอง ซึ่งทางนักศึกษาก็ได้ติดไม้ติดมือมาคนละขวดสองขวด ในเรื่องของการสืบสานศูนย์ไม่เป็นห่วงเพราะตอนนี้หนุ่มน้อยจบปริญญาตรีจากกรุงเทพฯ ก็ได้มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้กับทางศูนย์พัฒนาบ้านเกิดของตนเอง นักเรียนเยาวชนก็ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ดูงาน ทำโครงงานมากมาย สุดท้ายคุณเจริญได้ทิ้งท้ายว่า หวังว่านักเรียนเยาวชนเหล่านี้จะได้รับการซึมซาบไปบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อจบการบรรยายและการชักถามของนักศึกษาแล้ว คณะนักศึกษาก็เดินเยี่ยมชมบริเวณศูนย์ ตั้งแต่การการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมัก การเลี้ยงผึ้ง แต่สิ่งที่พวกนักศึกษาตื่นเต้นก็คงจะเป็นลองกองช่อใหญ่ลูกโตเต่งตึงเหลืองนวลลออตาหลายช่ออวดโฉมอยู่บนต้น หลายคนก็ได้ถือติดไม้ติดติดมือ ด้วยความภาคภูมิใจที่ได้มาเป็นเจ้าของ เสียงโทรศัพท์เร่งเร้าจากขนอมทำให้พวกเราไม่สามารถอ้อยอิ่งในบรรยากาศที่ร่มสบายได้อีกต่อไป คณะนักศึกษาและทีมงานจึงได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกร่วมกัน กล่าวขอบคุณเจ้าภาพก่อนเร่งสตาร์สู่ขนอม ประตูสู่เมืองพุทธภูมิ และเมื่อถึงสามแยกทางเข้าก็ได้รับการต้อนรับจากโลมาสีชมพูด้วยลีลาที่เป็นมิตร น่ารักน่าเอ็นดู เป็นการบ่งบอกให้รู้ว่าพวกเราได้ย่างก้าวสู่แผ่นดินขนอมแล้ว ธรรมชาติที่สวยงาม อากาศที่บริสุทธิ์ ทำให้รู้สึกสดชื่นจนอยากจะเก็บอากาศเหล่านี้ใส่กระเป๋ากลับบ้านด้วย ชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย แต่บ่งบอกถึงความเป็นชุมชนอยู่ดี กินดี มีสุข มีให้เห็นตลอดเส้นทาง ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ยังอุดมสมบูรณ์เสียเหลือเกินในอำเภอขนอม จนประมาณสิบเอ็ดโมงคณะนักศึกษาก็ไปถึงจุดที่ ๒ ของการศึกษาดูงานของพวกเรา
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอ่าวหม่อมวัง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๔๖ หมู่ที่ ๑ ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พี่สิริวิทย์ เสนเรือง พร้อมด้วยน้องอภิญญา สกุลรัตน์ ซึ่งเป็นนักศึกษาและเป็นเจ้าของท้องที่เจ้าภาพใหญ่ ได้รอคอยอยู่กับคณะนักศึกษาส่วนหนึ่ง ได้จัดทำเวทีไปล่วงหน้า ณ ที่นี้มีแขกผู้มีเกียรติของชุมชนมากหน้าหลายตาซึ่งได้เอ่ยนามไว้ในคำขอบคุณได้ให้เกียรติต้อนรับให้ความโดยเริ่มตั้งแต่การกล่าวต้อนรับโดยผู้อำนวยการโรงเรียนท้องเนียนคณาภิบาล ผอ.สุวัฒน์ คนซื่อ ตามด้วยผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย ผอ.จำเริง ฤทธินิ่ม : กล่าวถึงเรื่องการศึกษากับชุมชน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำโฉ่ ผอ. กฤษฎา เพ็งจันทร์ : การศึกษากับองค์กรบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น อดีตสมาชิกสภาจังหวัดนครศรีธรรมราชและรองประธานกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าขนอม คุณประวิก ขนอม : อำเภอขนอมกับการท่องเที่ยว นายกสมาคมอำเภอขนอม คุณอำพล เจนเศรษวัฐ : ธุรกิจกับการศึกษา และปิดท้ายด้วยประธานชมรมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขนอม คุณวชิรพงศ์ สกุลรัตน์ : การอนุรักษ์แนวชายฝั่ง จากนั้นก็เปิดประเด็นให้นักศึกษาได้ซักถามแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจนถึงเที่ยง และก็ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเพิ่มเติมในวงอาหารเพิ่มเติมต่อไปอีก ต้องขอบอกและขอชมคณะผู้ทำอาหารซึ่งนำทีมโดยคุณอุทัย คุณเจริญ เสนเรือง ว่าอาหารอร่อยจริงๆ แม่บ้านเขากระซิบบอกว่าทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นเพราะกะปิและน้ำปลาของกลุ่มแม่บ้านหม่อมวังนั่นเอง น้ำพริก ปลาทูทอด ผักลวกราดด้วยกะทินิดๆที่จัดไว้ในจานอย่างสวยงาม ตามด้วยต้มกะทิหัวมะพร้าว เคียงข้างด้วยแกงไก่บ้านเหมงพร้าว และเมนูขึ้นโต๊ะ “เคยผัด” ซึ่งผู้เขียนค่อนข้างเป็นนักชิมแต่ไม่มีที่ไหนจะอร่อยเท่าของขนอม เมื่อทุกคนอิ่มหนำสำราญ นักศึกษาก็ได้นั่งพูดคุยกับพี่น้องชาวขนอมเขาบอกด้วยความภาคภูมิใจถึงความเป็นขนอมในวันนี้ น้ำยังสวย ดินยังดี ป่ายังอุดม อากาศบริสุทธิ์ ที่สำคัญผู้คนจิตใจดี มีน้ำใจ อยากคุยต่ออีกนานๆ แต่ด้วยความจำกัดของเวลานักศึกษาต้องจัดเวทีกันต่อ วาดหวังในวันข้างหน้าคงได้มีเวลาพูดคุยกันมากกว่านี้
คุณป้าสดชื่น เสนเรือง ประธานกลุ่มเกษตรกรอ่าวหม่อมวัง ได้เล่าถึงการทำกะปิของกลุ่มแม่บ้านหม่อมวัง ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อจนถึงตนเอง ใช้การผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้กะปิของกลุ่มอร่อย เก็บไว้ได้นาน ได้มาตรฐานผ่านการรับรองของ อย. กว่าจะถึงวันนี้ทางกลุ่มได้ใช้ความพากเพียรและอดทน จนกลายเป็นกะปิหม่อมวัง ที่โด่งดังและมีมาตรฐานการันตี นักศึกษาก็ได้แลกเปลี่ยนซักถามเป็นที่พอใจและครื้นเครงเป็นระยะๆ จากนั้นก็เป็นกรรมวิธีการทำน้ำปลาของกลุ่ม เป็นการทำน้ำปลาจากปลาไส้ตันจริงๆปลาจากทะเลสดๆ ผ่านการเลือกสิ่งเปื้อนปน การทำความสะอาด ใช้กรรมวิธีการหมักแบบธรรมชาติจนได้น้ำปลาที่ตักจากตุ่มจริงๆ ระยะกว่าจะได้ที่ อย่างน้อย ๑๒ – ๑๘ เดือน และผ่านการรับรองจาก อย. เช่นเดียวกัน จากนั้นคุณวชิรพงศ์ สกุลรัตน์พี่ชายของน้องอภิญญา สกุลรัตน์ ก็กล่าวบรรยายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษาพร้อมด้วย ดร.สวัสดิ์ พุ้มพวง ซึ่งท่านได้ตามมาสบทบในเรื่องของการคงความอุดมสมบูรณ์ของขนอม การบุกรุกพื้นที่ของ นายทุน การสร้างความตระหนักและหวงแหนให้เกิดขึ้น การให้เห็นถึงคุณค่าของทรัพยากรชายฝั่ง ช่วยกันพิทักษ์รักษาให้เป็นบ่อเกิดของทรัพย์ต่อไป กระทั่งสามโมงกว่าจึงเสร็จสิ้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับเวทีวันนี้ จากนั้นพวกเราก็ได้เดินทางไปดู “เจดีย์ปะการัง”
จากคำบอกเล่าของพี่สิริวิทย์ เสนเรือง ถึงเรื่องราวของเจดีย์ปะการัง “บริเวณอ่าวท้องเนียนมีเจดีย์ทรงลังกาสูงเด่นอยู่บนเขาริมอ่าวบนเขาวงจันทร์ ปัจจุบันยอดเจดีย์เจดีย์หักพังลงเหลือแต่องค์เจดีย์ทรงลังกามีรูปแบบใกล้เคียงกับเจดีย์ในศิลปะโปลนนารุวะของลังกา พ.ศ. ๑๘ – ๑๙ ทำด้วยปะการังธรรมชาติ น่าจะสร้างในสมัยพระพนมวัง ซึ่งพระอินทราชาเป็นผู้สร้าง ต่อมาได้เป็นที่บรรจุพระอัฐิ(กระดูก) ส่วนหนึ่งของพระพนมวังด้วย” ท้ายสุดพี่สิริวิทย์กล่าวทิ้งท้ายว่าเรื่องนี้คงต้องมีการศึกษาค้นคว้าต่อไป ณ ที่นี้พวกเราได้สัมผัสกับสายลมอ่อนๆ ทุกคนเดินชมรอบๆบริเวณ อธิษฐานขอพรซึ่งกันหลายคนรวมทั้งผู้เขียนด้วย จากนั้นก็ได้ถ่ายภาพรวมกันเป็นที่ระลึก แล้วเดินทางสู่ที่พัก อลงกตรีสอร์ท
อลงกตรีสอร์ท ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๒ ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ริมฝั่งทะเลอันสวยงามลักษณะเป็นรูปโค้งไปจรดหาดคอเขา ฉะนั้นเมื่อตั้งกระเป๋าเข้าที่พักจึงไม่มีใครที่จะอยากนั่งอยู่ในห้อง พวกเราได้ออกมาเดินเล่นริมหาด ซึ่งวันนี้ลมช่างแรงเสียจริงๆ ในใจผู้เขียนจึงอดคิดไม่ได้ว่าโลมาสีชมพูจะออกมาอวดโฉมด้วยลีลาอันน่ารักให้เห็นหรือไม่ หลายคนก็ลงไปสัมผัสทรายอันละเอียดอ่อนริมทะเลสัมผัสละลอกคลื่น บ้างก็เป็นมือกล้องสมัครเล่นสนุกสนานกัน สักพักพี่รวมก็นำเข้าสถานที่เลี้ยงอาหารเย็นและจัดปาร์ตี้กลายๆ พวกเราก็ตั้งใจที่จะเดินเลียบชายฝั่งไปเรื่อยๆในเส้นทางหนึ่งกิโลเมตรกว่าๆด้วยความเย็นสบายของสายลม จนกระทั่งถึงหาดคอเขา พวกเราปาร์ตี้กันชายหาดมีการร้องเพลงสลับการเต้นรำ และการกล่าวต้อนรับจากแขกผู้มีเกียรติเป็นระยะๆ ผู้เขียนเองก็เมื่อยขาจากการเดินเก็บภาพแบบไม่ให้ตกหล่น แต่ทุกคนมีสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขดูภาพเป็นหลักฐานได้ ลมก็ยังคงแรงเหมือนเดิมและแรงขึ้นเรื่อยๆแต่เราก็ยังสู้จนกระทั่งห้าทุ่มกว่า ลมก็แรงขึ้นกว่าเดิมและเห็นว่าได้เวลาอันสมควรเพราะพรุ่งนี้เรายังมีภารกิจในการศึกษาดูงานอีก เพลงจากกันแต่ไม่อำลาจึงได้เริ่มขึ้นจนกระทั่งจบลง ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับที่พัก ฟังเสียงคลื่นลมจนกระทั่งหลับใหลไปตามเวลา ห้าโมงกว่าๆผู้เขียนแหวกม่านไปดูข้างนอกตั้งใจจะไปสวัสดีกับหาดทรายสักหน่อยปรากฎว่าลมแรงมากๆ และแดดปิด เลยนอนเล่นอยู่ในห้องหกโมงอาบน้ำแต่งตัว เจ็ดโมงจึงออกมานั่งเขียนกลอนบันทึกการดูงานสนุกๆด้วยอารมณ์อยากจะเขียน ทั้งที่เขียนไม่ค่อยเป็นด้วยซ้ำ แต่ก็อยากจะเขียนแล้วก็ใส่เอาไว้ในบล็อกด้วย มีนักศึกษาสาวหลายคนที่ใจสู้ลงเล่นน้ำทะเลกันอย่าง สนุกสนาน มองไกลๆนึกว่าสาวสิบเจ็ด แปดโมงเราก็ออกจากที่พักไปทานอาหารเช้าที่ตลาดสี่แยกร้านของน้องนุช(น้องคะนึงนุช จุนแก้ว)และคณะแม่บ้าน ซึ่งน้องเขาได้ต้อนรับพวกเราตั้งแต่ตอนเที่ยง ตอนค่ำ และรุ่งเช้าอีกต้องขอบคุณทีมงานน้องเขาจริงๆ อาหารเช้าก็เป็นปลาท่องโก๋กรอบนอกนุ่มใน ข้าวเหนียวปิ้ง พร้อมด้วยน้ำชา กาแฟร้อนๆ ยามเช้าของตลาดสี่แยกไม่คึกคักมากนัก แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวให้เห็นอยู่ประปราย หลังจากอ้อยอิ่งในร้านน้ำชาพอสมควร คณะนักศึกษาจึงได้เดินทางดูไปศึกษาดูงานที่ศูนย์แพทย์แผนไทย บ้านเปร็ด ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
ศูนย์แพทย์แผนไทย บ้านเปร็ด ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณสุวณีย์ คุณจเรว์ ก๋งอุบล ได้เล่าถึงความเป็นมา และแรงบันดาลใจในการก่อเกิดแพทย์แผนไทย ทั้งที่ท่านยังยึดอาชีพเป็นข้าราชการครู สมาชิกในกลุ่มของม่านมีทั้งคนในชุมชนและนักเรียน ซึ่งนอกนวดแผนไทยแล้ว ยังมีอาหารเพื่อสุขภาพ มีสถานที่นั่งวิปัสสนา บรรยากาศรอบบ้านซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางกะด้วยสายตาไม่ต่ำกว่าห้าไร่ขึ้นไปเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ยืนต้น ซึ่งให้ร่มเงาร่มรื่นเย็นสบาย สงบ สะอาดสะอ้าน จากนั้นนักศึกษาน้องออย สุธารัตน์ ทรงสง่า ก็ได้สรุปถอดบทเรียนจากการศึกษาดูงานครั้งนี้ พร้อมกับการทานขนมจีนไปด้วย เสร็จสรรพกล่าวคำอำลาและกล่าวขอบคุณเจ้าภาพและเดินทางไปร้านน้องนุชซึ่งได้เตรียมข้าวมันไก่บ้าน ข้าวหมูกรอบ ไว้ต้อนรับอีกละลอกด้วยความอร่อยหลายคนยังชิมอีกคนละจานสองจาน แล้วก็ถือโอกาสล่ำลากันที่ร้านน้องนุช จากนั้นได้เดินทางมาดูธุรกิจชุมชนพันธุ์ไม้ของน้องดำ ตำบลโมคลาน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ได้บล็อกซีเนียและจันทน์ผาไปคนละต้นสองต้น ก่อนแยกย้ายกันเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ คำถามที่ตามมาได้อะไรจากการศึกษาดูงาน ดั่งภาษิตที่ว่า “ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำไม่เท่าทำเอง”
ขอขอบคุณ ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย ผอ. จำเริง ฤทธิ์นิ่ม/ ผู้อำนวยการโรงเรียนท้องเนียนคณาภิบาล ผอ.สุวัฒน์ คนซื่อ / ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเขาวันครู ผอ.อนันต์เผือกเนียม/ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำโฉ่ ผอ.กฤษฎา เพ็งจันทร์/ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าม่วง ผอ.วรศักดิ์ เพชรลิ / อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าม่วง ผอ.สวัสดิ์ บานโรย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองเหลง ผอ.สุนทร เพชรดี / นายกสมาคมอำเภอขนอม คุณอำพล เจนเศรษฐวัฐ / อดีตสมาชิกสภาจังหวัดและรองประธานกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าขนอม คุณประวิก ขนอม / รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลท้องเนียน คุณสรวิทย์ อินทร์สุวรรณ ประธานกลุ่มผู้สูงอายุตำบลท้องเนียน คุณประมูล เสนเรือง / ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอ่าวหม่อมวัง คุณสดชื่น เสนเรือง / ประธานกลุ่มขนอมร่วมพัฒนา คุณเทิดศักดิ์ อธิกมานนท์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๒,๓,๔,๕,๖,๗ และ๘ ตำบลท้องเนียน/ กำนันตำบลท้องเนียน คุณประชุมพล สุทธิช่วย / รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครศรีธรรมราช คุณเกียรติศักดิ์ สุนทรมัฏฐ์ ประธานชมรมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขนอม คุณวชิรพงศ์ สกุลรัตน์ และอีกหลายๆท่านที่ไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ทั้งหมดที่กรุณาให้ข้อมูลและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นอย่างดียิ่ง ขอบคุณพี่สิริวิทย์-พี่อำพัน เสนเรือง น้องอภิญญา สกุลรัตน์ ที่เป็นเจ้าภาพผู้ประสานงานทุกอย่าง และอาหารทุกมื้อจนการศึกษาดูงานลุล่วงสำเร็จตามเป้าหมาย ขอบคุณพี่หมออิทธิเดช วิเชียรรัตน์ น้องเบิร์ดอภิวัฒน์ ไชยเดช น้องวุฒิ น้องแพร พี่สมเดช ปลอดทองสม น้องพยอม ยางแก้ว คุณศิวพร สีดำ พี่สวัสดิ์ คุณสุมณฑินี สมัครพงศ์ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อเครื่องดื่ม ขอบคุณดินแดนขนอมที่ให้ทั้งอาหารกายอาหารใจ นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตทุกคน โอกาสหน้าขอพบกันอีก
เล่าเรื่องโดย นักศึกษาสุมณฑินี สมัครพงศ์
การศึกษาดูงานของนักศึกษาระดับมหาบัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ศูนย์การเรียนรู้นครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้ถูกกำหนดขึ้นในครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔ จากการครั้งที่ ๑ ศูนย์การเรียนรู้ไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งที่ ๒ วัดป่ายาง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งที่ ๓ ในเส้นทางอำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ ๔ ในเส้นทางอำเภอท่าศาลา อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้ระยะเวลา ๒ วัน ๑ คืนเหมือนที่ผ่านมา
ก่อนเดินทางคณะทีมงานก็ได้ร่วมกันประชุมวางแผน กำหนดกิจกรรม เส้นทาง จุดดูงาน ตลอดจนจุดนัดพบ แล้วแจ้งไว้ใน Longlearning Blogspot . com ซึ่งน้องเบริด์อภิวัฒน์ ไชยเดชกับพี่หมออิทธิเดช วิเชียรรัตน์ ได้ร่วมกันจัดทำขึ้นมา
วันเสาร์ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๑ นักศึกษาส่วนหนึ่งได้นัดพบกันที่ร้านโกปี๋ สาขาสี่แยก ท่าม้า ของโก้แอ้ดปรมาจารย์ร้านอาหารเมืองคอน ตามเวลานัดหมาย ๐๗.๓๐ นาฬิกา ผู้เขียนเองก็ปีกว่าๆที่ไม่ได้ไปเยือนขนอมเป็นเรื่องเป็นราว เพียงฉแว้บผ่านไปมา ตั้งนาฬิกาปลุกไว้หกโมงเช้า ด้วยความเป็นผู้หญิงหนึ่งชั่วโมงให้เวลาสำหรับตัวเองเสมอ เจ็ดโมงยี่สิบนาทีก็ถึงร้านโกปี๋ เป็นนิสัยที่ไม่ชอบให้ใครรอ พรรคพวกก็ได้ทยอยกันมาเรื่อยๆ เทคโนโลยี่สมัยใหม่โทรศัพท์มือถือใช้ในการติดต่อได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งแปดโมงครึ่งพวกเราก็เดินทางไปสมทบกับจุดที่สองปั๊มน้ำมัน ปตท. ท่าศาลา ออกเดินทางพร้อมกันเพื่อศึกษาดูงานเป็นจุดแรก เกิดการขลุกขลักในการประสานงานและเดินทางนิดหน่อย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานย่อมมีถูกมีพลาด แต่คนที่ไม่ทำอะไรเลยย่อมไม่มีผิดไม่มีถูก แต่คุณค่าและคุณภาพของคนก็ไม่เกิด ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจสำหรับคนทำงานเสมอ และถือเสียว่าเป็นรสชาติของการเดินทาง
ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจุดแรกของการศึกษาดูงาน เมื่อไปถึงคณะทีมงานได้รอต้อนรับด้วยสีหน้า แววตาที่แสดงถึงความตั้งใจ และเต็มใจกับการมาเยือนของพวกเรา จากคำบอกเล่าของคุณเจริญ วัตตา รองประธานกลุ่ม เล่าถึงความเป็นมาว่าได้เริ่มจัดตั้งกลุ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ต่อมาหน่วยงานของทางราชการได้เข้ามาสนับสนุนในเรื่องงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์หลายหน่วยงานด้วยกัน ปีพ.ศ. ๒๕๔๒ จึงได้เริ่มจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน จนปัจจุบันเป็นธนาคารหมู่บ้าน สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกลุ่มได้ยึดตามหลักแนวเศรษฐกิจพอเพียง ต้องการให้สมาชิกขยัน ประหยัด และออม ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อกิน เพื่อขาย โดยมีเป้าหมาย ให้ทุกคนอยู่ดี กินดี มีสุข รักษาสุขภาพ คิดสิ่งที่ดี ทำสิ่งที่ดี เพื่อชีวิตที่พอเพียง โดยแบ่งกิจกรรมที่ทำเป็น ๔ กลุ่มย่อย คือ กลุ่มพืชผักพืชผลปลอดสารพิษ กลุ่มกะปิ กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงไทย และกลุ่มเกษตรอินทรีย์ จากนั้นคุณเจริญยังเล่าต่อไปว่า ทางศูนย์จะไม่ใช้สารเคมีเลย เพราะจะทำให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบไปยังระบบธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะผึ้งจะไม่อยู่เด็ดขาด ทางศูนย์จะทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพกำจัดศัตรูพืชใช้กันเอง ซึ่งทางนักศึกษาก็ได้ติดไม้ติดมือมาคนละขวดสองขวด ในเรื่องของการสืบสานศูนย์ไม่เป็นห่วงเพราะตอนนี้หนุ่มน้อยจบปริญญาตรีจากกรุงเทพฯ ก็ได้มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้กับทางศูนย์พัฒนาบ้านเกิดของตนเอง นักเรียนเยาวชนก็ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ดูงาน ทำโครงงานมากมาย สุดท้ายคุณเจริญได้ทิ้งท้ายว่า หวังว่านักเรียนเยาวชนเหล่านี้จะได้รับการซึมซาบไปบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อจบการบรรยายและการชักถามของนักศึกษาแล้ว คณะนักศึกษาก็เดินเยี่ยมชมบริเวณศูนย์ ตั้งแต่การการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมัก การเลี้ยงผึ้ง แต่สิ่งที่พวกนักศึกษาตื่นเต้นก็คงจะเป็นลองกองช่อใหญ่ลูกโตเต่งตึงเหลืองนวลลออตาหลายช่ออวดโฉมอยู่บนต้น หลายคนก็ได้ถือติดไม้ติดติดมือ ด้วยความภาคภูมิใจที่ได้มาเป็นเจ้าของ เสียงโทรศัพท์เร่งเร้าจากขนอมทำให้พวกเราไม่สามารถอ้อยอิ่งในบรรยากาศที่ร่มสบายได้อีกต่อไป คณะนักศึกษาและทีมงานจึงได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกร่วมกัน กล่าวขอบคุณเจ้าภาพก่อนเร่งสตาร์สู่ขนอม ประตูสู่เมืองพุทธภูมิ และเมื่อถึงสามแยกทางเข้าก็ได้รับการต้อนรับจากโลมาสีชมพูด้วยลีลาที่เป็นมิตร น่ารักน่าเอ็นดู เป็นการบ่งบอกให้รู้ว่าพวกเราได้ย่างก้าวสู่แผ่นดินขนอมแล้ว ธรรมชาติที่สวยงาม อากาศที่บริสุทธิ์ ทำให้รู้สึกสดชื่นจนอยากจะเก็บอากาศเหล่านี้ใส่กระเป๋ากลับบ้านด้วย ชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย แต่บ่งบอกถึงความเป็นชุมชนอยู่ดี กินดี มีสุข มีให้เห็นตลอดเส้นทาง ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ยังอุดมสมบูรณ์เสียเหลือเกินในอำเภอขนอม จนประมาณสิบเอ็ดโมงคณะนักศึกษาก็ไปถึงจุดที่ ๒ ของการศึกษาดูงานของพวกเรา
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอ่าวหม่อมวัง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๔๖ หมู่ที่ ๑ ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พี่สิริวิทย์ เสนเรือง พร้อมด้วยน้องอภิญญา สกุลรัตน์ ซึ่งเป็นนักศึกษาและเป็นเจ้าของท้องที่เจ้าภาพใหญ่ ได้รอคอยอยู่กับคณะนักศึกษาส่วนหนึ่ง ได้จัดทำเวทีไปล่วงหน้า ณ ที่นี้มีแขกผู้มีเกียรติของชุมชนมากหน้าหลายตาซึ่งได้เอ่ยนามไว้ในคำขอบคุณได้ให้เกียรติต้อนรับให้ความโดยเริ่มตั้งแต่การกล่าวต้อนรับโดยผู้อำนวยการโรงเรียนท้องเนียนคณาภิบาล ผอ.สุวัฒน์ คนซื่อ ตามด้วยผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย ผอ.จำเริง ฤทธินิ่ม : กล่าวถึงเรื่องการศึกษากับชุมชน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำโฉ่ ผอ. กฤษฎา เพ็งจันทร์ : การศึกษากับองค์กรบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น อดีตสมาชิกสภาจังหวัดนครศรีธรรมราชและรองประธานกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าขนอม คุณประวิก ขนอม : อำเภอขนอมกับการท่องเที่ยว นายกสมาคมอำเภอขนอม คุณอำพล เจนเศรษวัฐ : ธุรกิจกับการศึกษา และปิดท้ายด้วยประธานชมรมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขนอม คุณวชิรพงศ์ สกุลรัตน์ : การอนุรักษ์แนวชายฝั่ง จากนั้นก็เปิดประเด็นให้นักศึกษาได้ซักถามแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจนถึงเที่ยง และก็ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเพิ่มเติมในวงอาหารเพิ่มเติมต่อไปอีก ต้องขอบอกและขอชมคณะผู้ทำอาหารซึ่งนำทีมโดยคุณอุทัย คุณเจริญ เสนเรือง ว่าอาหารอร่อยจริงๆ แม่บ้านเขากระซิบบอกว่าทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นเพราะกะปิและน้ำปลาของกลุ่มแม่บ้านหม่อมวังนั่นเอง น้ำพริก ปลาทูทอด ผักลวกราดด้วยกะทินิดๆที่จัดไว้ในจานอย่างสวยงาม ตามด้วยต้มกะทิหัวมะพร้าว เคียงข้างด้วยแกงไก่บ้านเหมงพร้าว และเมนูขึ้นโต๊ะ “เคยผัด” ซึ่งผู้เขียนค่อนข้างเป็นนักชิมแต่ไม่มีที่ไหนจะอร่อยเท่าของขนอม เมื่อทุกคนอิ่มหนำสำราญ นักศึกษาก็ได้นั่งพูดคุยกับพี่น้องชาวขนอมเขาบอกด้วยความภาคภูมิใจถึงความเป็นขนอมในวันนี้ น้ำยังสวย ดินยังดี ป่ายังอุดม อากาศบริสุทธิ์ ที่สำคัญผู้คนจิตใจดี มีน้ำใจ อยากคุยต่ออีกนานๆ แต่ด้วยความจำกัดของเวลานักศึกษาต้องจัดเวทีกันต่อ วาดหวังในวันข้างหน้าคงได้มีเวลาพูดคุยกันมากกว่านี้
คุณป้าสดชื่น เสนเรือง ประธานกลุ่มเกษตรกรอ่าวหม่อมวัง ได้เล่าถึงการทำกะปิของกลุ่มแม่บ้านหม่อมวัง ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อจนถึงตนเอง ใช้การผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้กะปิของกลุ่มอร่อย เก็บไว้ได้นาน ได้มาตรฐานผ่านการรับรองของ อย. กว่าจะถึงวันนี้ทางกลุ่มได้ใช้ความพากเพียรและอดทน จนกลายเป็นกะปิหม่อมวัง ที่โด่งดังและมีมาตรฐานการันตี นักศึกษาก็ได้แลกเปลี่ยนซักถามเป็นที่พอใจและครื้นเครงเป็นระยะๆ จากนั้นก็เป็นกรรมวิธีการทำน้ำปลาของกลุ่ม เป็นการทำน้ำปลาจากปลาไส้ตันจริงๆปลาจากทะเลสดๆ ผ่านการเลือกสิ่งเปื้อนปน การทำความสะอาด ใช้กรรมวิธีการหมักแบบธรรมชาติจนได้น้ำปลาที่ตักจากตุ่มจริงๆ ระยะกว่าจะได้ที่ อย่างน้อย ๑๒ – ๑๘ เดือน และผ่านการรับรองจาก อย. เช่นเดียวกัน จากนั้นคุณวชิรพงศ์ สกุลรัตน์พี่ชายของน้องอภิญญา สกุลรัตน์ ก็กล่าวบรรยายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษาพร้อมด้วย ดร.สวัสดิ์ พุ้มพวง ซึ่งท่านได้ตามมาสบทบในเรื่องของการคงความอุดมสมบูรณ์ของขนอม การบุกรุกพื้นที่ของ นายทุน การสร้างความตระหนักและหวงแหนให้เกิดขึ้น การให้เห็นถึงคุณค่าของทรัพยากรชายฝั่ง ช่วยกันพิทักษ์รักษาให้เป็นบ่อเกิดของทรัพย์ต่อไป กระทั่งสามโมงกว่าจึงเสร็จสิ้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับเวทีวันนี้ จากนั้นพวกเราก็ได้เดินทางไปดู “เจดีย์ปะการัง”
จากคำบอกเล่าของพี่สิริวิทย์ เสนเรือง ถึงเรื่องราวของเจดีย์ปะการัง “บริเวณอ่าวท้องเนียนมีเจดีย์ทรงลังกาสูงเด่นอยู่บนเขาริมอ่าวบนเขาวงจันทร์ ปัจจุบันยอดเจดีย์เจดีย์หักพังลงเหลือแต่องค์เจดีย์ทรงลังกามีรูปแบบใกล้เคียงกับเจดีย์ในศิลปะโปลนนารุวะของลังกา พ.ศ. ๑๘ – ๑๙ ทำด้วยปะการังธรรมชาติ น่าจะสร้างในสมัยพระพนมวัง ซึ่งพระอินทราชาเป็นผู้สร้าง ต่อมาได้เป็นที่บรรจุพระอัฐิ(กระดูก) ส่วนหนึ่งของพระพนมวังด้วย” ท้ายสุดพี่สิริวิทย์กล่าวทิ้งท้ายว่าเรื่องนี้คงต้องมีการศึกษาค้นคว้าต่อไป ณ ที่นี้พวกเราได้สัมผัสกับสายลมอ่อนๆ ทุกคนเดินชมรอบๆบริเวณ อธิษฐานขอพรซึ่งกันหลายคนรวมทั้งผู้เขียนด้วย จากนั้นก็ได้ถ่ายภาพรวมกันเป็นที่ระลึก แล้วเดินทางสู่ที่พัก อลงกตรีสอร์ท
อลงกตรีสอร์ท ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๒ ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ริมฝั่งทะเลอันสวยงามลักษณะเป็นรูปโค้งไปจรดหาดคอเขา ฉะนั้นเมื่อตั้งกระเป๋าเข้าที่พักจึงไม่มีใครที่จะอยากนั่งอยู่ในห้อง พวกเราได้ออกมาเดินเล่นริมหาด ซึ่งวันนี้ลมช่างแรงเสียจริงๆ ในใจผู้เขียนจึงอดคิดไม่ได้ว่าโลมาสีชมพูจะออกมาอวดโฉมด้วยลีลาอันน่ารักให้เห็นหรือไม่ หลายคนก็ลงไปสัมผัสทรายอันละเอียดอ่อนริมทะเลสัมผัสละลอกคลื่น บ้างก็เป็นมือกล้องสมัครเล่นสนุกสนานกัน สักพักพี่รวมก็นำเข้าสถานที่เลี้ยงอาหารเย็นและจัดปาร์ตี้กลายๆ พวกเราก็ตั้งใจที่จะเดินเลียบชายฝั่งไปเรื่อยๆในเส้นทางหนึ่งกิโลเมตรกว่าๆด้วยความเย็นสบายของสายลม จนกระทั่งถึงหาดคอเขา พวกเราปาร์ตี้กันชายหาดมีการร้องเพลงสลับการเต้นรำ และการกล่าวต้อนรับจากแขกผู้มีเกียรติเป็นระยะๆ ผู้เขียนเองก็เมื่อยขาจากการเดินเก็บภาพแบบไม่ให้ตกหล่น แต่ทุกคนมีสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขดูภาพเป็นหลักฐานได้ ลมก็ยังคงแรงเหมือนเดิมและแรงขึ้นเรื่อยๆแต่เราก็ยังสู้จนกระทั่งห้าทุ่มกว่า ลมก็แรงขึ้นกว่าเดิมและเห็นว่าได้เวลาอันสมควรเพราะพรุ่งนี้เรายังมีภารกิจในการศึกษาดูงานอีก เพลงจากกันแต่ไม่อำลาจึงได้เริ่มขึ้นจนกระทั่งจบลง ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับที่พัก ฟังเสียงคลื่นลมจนกระทั่งหลับใหลไปตามเวลา ห้าโมงกว่าๆผู้เขียนแหวกม่านไปดูข้างนอกตั้งใจจะไปสวัสดีกับหาดทรายสักหน่อยปรากฎว่าลมแรงมากๆ และแดดปิด เลยนอนเล่นอยู่ในห้องหกโมงอาบน้ำแต่งตัว เจ็ดโมงจึงออกมานั่งเขียนกลอนบันทึกการดูงานสนุกๆด้วยอารมณ์อยากจะเขียน ทั้งที่เขียนไม่ค่อยเป็นด้วยซ้ำ แต่ก็อยากจะเขียนแล้วก็ใส่เอาไว้ในบล็อกด้วย มีนักศึกษาสาวหลายคนที่ใจสู้ลงเล่นน้ำทะเลกันอย่าง สนุกสนาน มองไกลๆนึกว่าสาวสิบเจ็ด แปดโมงเราก็ออกจากที่พักไปทานอาหารเช้าที่ตลาดสี่แยกร้านของน้องนุช(น้องคะนึงนุช จุนแก้ว)และคณะแม่บ้าน ซึ่งน้องเขาได้ต้อนรับพวกเราตั้งแต่ตอนเที่ยง ตอนค่ำ และรุ่งเช้าอีกต้องขอบคุณทีมงานน้องเขาจริงๆ อาหารเช้าก็เป็นปลาท่องโก๋กรอบนอกนุ่มใน ข้าวเหนียวปิ้ง พร้อมด้วยน้ำชา กาแฟร้อนๆ ยามเช้าของตลาดสี่แยกไม่คึกคักมากนัก แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวให้เห็นอยู่ประปราย หลังจากอ้อยอิ่งในร้านน้ำชาพอสมควร คณะนักศึกษาจึงได้เดินทางดูไปศึกษาดูงานที่ศูนย์แพทย์แผนไทย บ้านเปร็ด ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
ศูนย์แพทย์แผนไทย บ้านเปร็ด ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณสุวณีย์ คุณจเรว์ ก๋งอุบล ได้เล่าถึงความเป็นมา และแรงบันดาลใจในการก่อเกิดแพทย์แผนไทย ทั้งที่ท่านยังยึดอาชีพเป็นข้าราชการครู สมาชิกในกลุ่มของม่านมีทั้งคนในชุมชนและนักเรียน ซึ่งนอกนวดแผนไทยแล้ว ยังมีอาหารเพื่อสุขภาพ มีสถานที่นั่งวิปัสสนา บรรยากาศรอบบ้านซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางกะด้วยสายตาไม่ต่ำกว่าห้าไร่ขึ้นไปเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ยืนต้น ซึ่งให้ร่มเงาร่มรื่นเย็นสบาย สงบ สะอาดสะอ้าน จากนั้นนักศึกษาน้องออย สุธารัตน์ ทรงสง่า ก็ได้สรุปถอดบทเรียนจากการศึกษาดูงานครั้งนี้ พร้อมกับการทานขนมจีนไปด้วย เสร็จสรรพกล่าวคำอำลาและกล่าวขอบคุณเจ้าภาพและเดินทางไปร้านน้องนุชซึ่งได้เตรียมข้าวมันไก่บ้าน ข้าวหมูกรอบ ไว้ต้อนรับอีกละลอกด้วยความอร่อยหลายคนยังชิมอีกคนละจานสองจาน แล้วก็ถือโอกาสล่ำลากันที่ร้านน้องนุช จากนั้นได้เดินทางมาดูธุรกิจชุมชนพันธุ์ไม้ของน้องดำ ตำบลโมคลาน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ได้บล็อกซีเนียและจันทน์ผาไปคนละต้นสองต้น ก่อนแยกย้ายกันเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ คำถามที่ตามมาได้อะไรจากการศึกษาดูงาน ดั่งภาษิตที่ว่า “ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำไม่เท่าทำเอง”
ขอขอบคุณ ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย ผอ. จำเริง ฤทธิ์นิ่ม/ ผู้อำนวยการโรงเรียนท้องเนียนคณาภิบาล ผอ.สุวัฒน์ คนซื่อ / ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเขาวันครู ผอ.อนันต์เผือกเนียม/ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำโฉ่ ผอ.กฤษฎา เพ็งจันทร์/ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าม่วง ผอ.วรศักดิ์ เพชรลิ / อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าม่วง ผอ.สวัสดิ์ บานโรย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองเหลง ผอ.สุนทร เพชรดี / นายกสมาคมอำเภอขนอม คุณอำพล เจนเศรษฐวัฐ / อดีตสมาชิกสภาจังหวัดและรองประธานกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าขนอม คุณประวิก ขนอม / รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลท้องเนียน คุณสรวิทย์ อินทร์สุวรรณ ประธานกลุ่มผู้สูงอายุตำบลท้องเนียน คุณประมูล เสนเรือง / ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอ่าวหม่อมวัง คุณสดชื่น เสนเรือง / ประธานกลุ่มขนอมร่วมพัฒนา คุณเทิดศักดิ์ อธิกมานนท์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๒,๓,๔,๕,๖,๗ และ๘ ตำบลท้องเนียน/ กำนันตำบลท้องเนียน คุณประชุมพล สุทธิช่วย / รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครศรีธรรมราช คุณเกียรติศักดิ์ สุนทรมัฏฐ์ ประธานชมรมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขนอม คุณวชิรพงศ์ สกุลรัตน์ และอีกหลายๆท่านที่ไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ทั้งหมดที่กรุณาให้ข้อมูลและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นอย่างดียิ่ง ขอบคุณพี่สิริวิทย์-พี่อำพัน เสนเรือง น้องอภิญญา สกุลรัตน์ ที่เป็นเจ้าภาพผู้ประสานงานทุกอย่าง และอาหารทุกมื้อจนการศึกษาดูงานลุล่วงสำเร็จตามเป้าหมาย ขอบคุณพี่หมออิทธิเดช วิเชียรรัตน์ น้องเบิร์ดอภิวัฒน์ ไชยเดช น้องวุฒิ น้องแพร พี่สมเดช ปลอดทองสม น้องพยอม ยางแก้ว คุณศิวพร สีดำ พี่สวัสดิ์ คุณสุมณฑินี สมัครพงศ์ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อเครื่องดื่ม ขอบคุณดินแดนขนอมที่ให้ทั้งอาหารกายอาหารใจ นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตทุกคน โอกาสหน้าขอพบกันอีก
วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2551
รายชื่อนักศึกษาป.โท รุ่นที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ศูนย์จังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น
รายชื่อนักศึกษาป.โท รุ่นที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ศูนย์เรียนรู้จังหวัดนครศรีธรรมราช
- นางสาวกันลิกา สวัสดิวงศ์ อาชีพ เจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ อบต กรุงหยัน
- นางขวัญใจ ชูมณี อาชีพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข บ้านเปี๊ยะ
- นายจรัญ อินทะมุสิก อาชีพ รับราชการครู
- นางฉวีวรรณ แก้วเขียว อาชีพ นักการเมืองท้องถื่น
- นางสาวชไมพร นวลละออง อาชีพ ประกอบอาชีพส่วนตัว
- นางสาวชุลีพร ราชเวช อาชีพ พนักงานธนาคาร
- นายชาติชาย ถนอมวงศ์ อาชีพ รับราชการครู
- นายณรงค์ ศรีวารินทร์ อาชีพ รับราชการครู
- นายดำริ เทพทวี อาชีพ รับราชการครู
- นายทรงธรรม สุวรรณรัตน์ อาชีพ รับราชการครู
- นางนงลักษณ์ กลีบแก้ว อาชีพ ข้าราชการบำนาญ
- นางนิภา บุญทอง อาชีพ รับราชการครู
- นายบุญรักษ์ สงทิพย์ อาชีพ เจ้าหน้าที่ อบต.
- นายประหยัด กลับดี อาชีพ นักการเมืองท้องถิ่น
- นางปราณี จุลพูน อาชีพ รับราชการครู
- นางสาวพัชรี ทองเรือง อาชีพ เจ้าหน้าที่ อบต.
- นายนิพิธ สงช่วย อาชีพ นักการเมืองท้องถิ่น
- นางเพ็ญศรี รัตนพันธ์ อาชีพ นักการเมืองท้องถิ่น
- นายไพบูลย์ เพชรานนท์ อาชีพ นักการเมืองท้องถิ่น
- นายไพศาล บุญทอง อาชีพ รับราชการครู
- นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล อาชีพ ประกอบอาชีพส่วนตัว
- นางสาวลัดดาวัลย์ แป้นคง อาชีพ เจ้าหน้าที่ อบต.
- นายลาศ ชูเชิด อาชีพ รับราชการครู
- นายวราวุฒิ ศรีเทพ อาชีพ ประกอบธุรกิจส่วนตัว
- นายวินัย อนุวัฒน์วงศ์ อาชีพ ประกอบธุรกิจส่วนตัว
- นางศิวพร สีดำ อาชีพ รับราชการครู
- นางสกุล นิรภัย อาชีพ รับราชการครู
- นายสมเดช ปลอดทองสม อาชีพ เจ้าหน้าที่ธนาคาร
- นายสมพร ปานช่วย อาชีพ ประกอบธุรกิจส่วนตัว
- นายสรศักดิ์ ภิญโญ อาชีพ เจ้าหน้าที่ อบจ.
- นายสะอาด หมอกแก้ว อาชีพ นักการเมืองท้องถิ่น
- นายสิริวิทย์ เสนเรือง อาชีพ ข้าราชการบำนาญ
- นางสุดา ไพศาล อาชีพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข
- นางสาวสุธารัตน์ ทรงสง่า อาชีพ รับราชการ
- นางสาวสุภิญญา บุญเฉลย อาชีพ นักพัฒนาองค์กรอิสระ
- นางสุมณฑินี สมัครพงศ์ อาชีพ รับราชการครู
- นางสาวแสงเดือน โอสถศรี อาชีพ เจ้าหน้าที่ อบต.
- นายอนันต์ คลังจันทร์ อาชีพ นักการเมืองท้องถิ่น
- นายอภิญญา สกุลรัตน์ อาชีพ ประกอบธุรกิจส่วนตัว
- นายอภิวัฒน์ ไชยเดช อาชีพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข
- นางอวยพรทิพย์ เพียรพันธ์ อาชีพ นักการเมืองท้องถิ่น
- นางสาวอันธิกา บรมเจต อาชีพ ประกอบธุรกิจส่วนตัว
- นายสัตวแพทย์อิทธิเดช วิเชียรรัตน์ อาชีพ ประกอบธุรกิจส่วนตัว
- นายอุดม วิทยธาดา อาชีพ รับราชการครู
- นางพยอม ยางแก้ว อาชีพ รับราชการครู
ผู้ประสานงานนักศึกษาปริญญาโท รุ่นที่ 1 ศูนย์จังหวัดนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร : นายสวัสดิ์ สมัครพงศ์
วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2551
หัวเรื่องที่สนใจศึกษา(เขียนบอกกล่าว)ของสุมณฑินี สมัครพงศ์
การเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยชีวิต ศูนย์จังหวัดนครศรีธรรมราช
จากความเคยชินในฐานะที่เป็นราชการค่อนข้างสอนให้ดิฉันยึดติดในระบบการเป็นเจ้าคนนายคน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองรู้สึกเหมือนมีอะไรมาเป็นม่านกั้นบางๆ ทั้งๆที่ตนเองอย่ในฐานะหัวหน้างานบุคลากรและงานสัมพันธ์โรงเรียนกับชุมชน
ระยะเวลาหนึ่งปีกับสองเดือนสำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัยชีวิตของดิฉัน ทำให้ได้รับประสบการณ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องโรงเรียนกับชุมชน ทั้งๆที่ตาม พรบ.การปฎิรูปการศึกษาในมาตราที่ 29 ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า "ให้สถานศึกษามีหน้าที่ในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน มีการจัดการศึกษาอบรม แสวงหาความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อพัฒนาชุมชน " แต่ในความเป็นจริงไม่ค่อยได้รับความสนใจในพรบ.การศึกษาที่เขียนไว้เท่าที่ควร ยึดถือเฉพาะตัวนักเรียนเป็นหลักและมีหน้าที่หลักก็คือสอนนักเรียนเท่านั้น
เมื่อได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยชีวิตทำให้มีความรู้สึกว่าการพัฒนาผู้เรียนที่ตัวนักเรียนเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ใช่การเรียนการสอนที่แท้จริง การจะทำให้นักเรียนมีคุณภาพนั้น ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ถ้าชุมชนเข้มแข็ง ผู้ปกครองเข้มแข็ง นักเรียนก็จะมีความเข้มแข็งตามไปด้วย การใช้เวลาว่างในการเดินชอบปิ้งเป็นสิ่งที่เคยโปรดปรานเป็นอย่างมาก ตอนนี้มีความรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวปัจจัยเสริม เสียเงินโดยใช่เหตุ การได้เอาเวลาเหล่านั้นไปพัฒนาชุมชน ช่วยเหลือชุมชน ใช้เวลาว่างปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ในบริเวณบ้านของตนเอง นั่งศึกษาหาความรู้โดยการอ่านหนังสือ ท่องไปในโลกกว้างกับอินเทอร์เนต ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง เป็นสิ่งที่เข้ามาทดแทนเวลาที่เคยใช้ไปแต่เดิม ๆ ซึ่งจากการพูดคุยและอยู่ด้วยกัน พวกเราจะมีจิตเป็นสาธารณะกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณมหาวิทยาลัยพระนครที่ได้เปิดสาขานี้(สาขาสหวิทยาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น) ซึ่งคาดว่าในปีการศึกษา 2551 จะเปิดรับนักศึกษารุ่นใหม่ประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2551 ซึ่งบทความนี้เป็นมุมมองของตัวดิฉันเมื่อเข้ามาสู่มหาวิทยาลัยชีวิต และทำให้มีความรู้สึกตัวเองเข้ามาเรียน ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้คุ้มค่าจริงๆ
จากความเคยชินในฐานะที่เป็นราชการค่อนข้างสอนให้ดิฉันยึดติดในระบบการเป็นเจ้าคนนายคน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองรู้สึกเหมือนมีอะไรมาเป็นม่านกั้นบางๆ ทั้งๆที่ตนเองอย่ในฐานะหัวหน้างานบุคลากรและงานสัมพันธ์โรงเรียนกับชุมชน
ระยะเวลาหนึ่งปีกับสองเดือนสำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัยชีวิตของดิฉัน ทำให้ได้รับประสบการณ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องโรงเรียนกับชุมชน ทั้งๆที่ตาม พรบ.การปฎิรูปการศึกษาในมาตราที่ 29 ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า "ให้สถานศึกษามีหน้าที่ในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน มีการจัดการศึกษาอบรม แสวงหาความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อพัฒนาชุมชน " แต่ในความเป็นจริงไม่ค่อยได้รับความสนใจในพรบ.การศึกษาที่เขียนไว้เท่าที่ควร ยึดถือเฉพาะตัวนักเรียนเป็นหลักและมีหน้าที่หลักก็คือสอนนักเรียนเท่านั้น
เมื่อได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยชีวิตทำให้มีความรู้สึกว่าการพัฒนาผู้เรียนที่ตัวนักเรียนเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ใช่การเรียนการสอนที่แท้จริง การจะทำให้นักเรียนมีคุณภาพนั้น ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ถ้าชุมชนเข้มแข็ง ผู้ปกครองเข้มแข็ง นักเรียนก็จะมีความเข้มแข็งตามไปด้วย การใช้เวลาว่างในการเดินชอบปิ้งเป็นสิ่งที่เคยโปรดปรานเป็นอย่างมาก ตอนนี้มีความรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวปัจจัยเสริม เสียเงินโดยใช่เหตุ การได้เอาเวลาเหล่านั้นไปพัฒนาชุมชน ช่วยเหลือชุมชน ใช้เวลาว่างปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ในบริเวณบ้านของตนเอง นั่งศึกษาหาความรู้โดยการอ่านหนังสือ ท่องไปในโลกกว้างกับอินเทอร์เนต ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง เป็นสิ่งที่เข้ามาทดแทนเวลาที่เคยใช้ไปแต่เดิม ๆ ซึ่งจากการพูดคุยและอยู่ด้วยกัน พวกเราจะมีจิตเป็นสาธารณะกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณมหาวิทยาลัยพระนครที่ได้เปิดสาขานี้(สาขาสหวิทยาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น) ซึ่งคาดว่าในปีการศึกษา 2551 จะเปิดรับนักศึกษารุ่นใหม่ประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2551 ซึ่งบทความนี้เป็นมุมมองของตัวดิฉันเมื่อเข้ามาสู่มหาวิทยาลัยชีวิต และทำให้มีความรู้สึกตัวเองเข้ามาเรียน ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้คุ้มค่าจริงๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)